หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

หมายเรียกผู้ต้องหา ส่งทางไปรษณีย์ ได้หรือไม่ ?

หมายเรียกผู้ต้องหา ส่งทางไปรษณีย์ ได้หรือไม่ ?
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562 พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร โทรศัพท์มาหาผม ถามว่า กรณีที่บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีกับผมและคุณวิภาคฯ ข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในวันที่ 6 ตุลาคม นี้ ผมและคุณวิภาคฯ จะมาพบตามหมายเรียกไหม ? แล้วจะทำหนังสือเลื่อนการขอเข้าพบไหม ?
ผมตอบว่า ไม่ไป ไม่ทำหนังสือขอเลื่อน เพราะการส่งหมายเรียกผู้ต้องหา ทางไปรษณีย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย !
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 55 “การส่งหมายเรียกแก่ผู้ต้องหา จะส่งให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สามีภรรยา ญาติหรือผู้ปกครองของผู้รับหมายแทนนั้นไม่ได้” และมาตรา 56 “เมื่อบุคคลที่รับหมายเรียกอยู่ต่างท้องที่กับท้องที่ซึ่งออกหมาย เป็นหมายศาลก็ให้ส่งไปศาล เป็นหมายพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้ส่งยังพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่มีอำนาจออกหมายเรียก ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกอยู่ในท้องที่ เมื่อศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้รับหมายเช่นนั้นแล้ว ก็ให้สลักหลังหมายแล้วจัดการส่งให้แก่ผู้รับต่อไป”
จากบทกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การส่งหมายเรียกผู้ต้องหา ให้ส่งให้กับผู้ต้องหา โดยตรง หรือส่งให้กับสามีภรรยา ญาติ หรือผู้ปกครองของผู้รับหมายแทน ถ้าเป็นการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ไปยังต่างท้องที่ ก็ต้องให้เจ้าของท้องที่สลักหลังหมายเพื่อส่งให้แก่ผู้ต้องหา ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจพนักงานสอบสวนหรือตำรวจส่งหมายเรียกผู้ต้องหาทางไปรษณีย์ได้ เพราะพนักงานไปรษณีย์ไม่ใช่พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ อีกทั้ง ผมอยู่ในท้องที่ สน.โชคชัย คุณวิภาคฯ อยู่ในท้องที่ สภ.ห้วยงู จ.ชัยนาท ไม่ได้อยู่ในท้องที่สน.สุทธิสาร หากจะส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ผมและคุณวิภาคฯ ต้องให้ สน.โชคชัย และ สภ.ห้วยงู สลักหลังหมายเสียก่อน การส่งหมายเรียกทางไปรษณีย์ มีได้เฉพาะศาลเท่านั้น เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้ ในกรณีนี้พนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นคนส่ง
ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ผมและคุณวิภาคฯ ทางไปรษณีย์ จึงเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่จะใช่วิธีนี้ โดยส่งหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง หากผู้ต้องหาไม่มา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็จะขอศาลออกหมายจับ ทำให้ผู้ต้องหาต้องถูกออกหมายจับและได้รับความเสียหาย การกระทำของพนักงานสอบสวนดังกล่าวทำกันมาแบบผิด ๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนเดือดร้อน อาศัยความสะดวกสบายเข้าว่า ไม่สนใจและปฎิบัติตามกฎหมาย กระทำความผิดเสียเอง ควรที่จะมีการปฏิรูประเบียบเกี่ยวกับการส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ถูกต้องได้แล้ว เพราะตำรวจคือ กระบวนการต้นน้ำ หากต้นน้ำขุ่น กลางน้ำ กับปลายน้ำ จะใสสะอาดได้อย่างไร ?
การกระทำของพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ดังกล่าวเป็นความผิดทั้งวินัย และ ป.อาญา มาตรา 157
พรุ่งนี้ ผมจะจัดการกับพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ท่านนี้ เพื่อมิให้เป็นเยื้องอย่าง พนักงานสอบสวนคนอื่น ๆ ก็ควรระมัดระวังด้วยน่ะครับ ผมเตือนด้วยความหวังดี ไม่ได้ขู่ !!!
นี้ยังไม่เกี่ยวกับการออกหมายเรียกผู้ต้องหา โดยยังไม่รวบรวมพยานหลักฐานให้ดีเสียก่อน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 131 และ. 134 วรรคสอง น่ะ รับฟังแต่คำให้การผู้กล่าวหา หรือผู้เสียหาย อย่างเดียว แล้วออกหมายเรียกผู้ต้องหาเลย เดี๋ยวนี้กฎหมายพัฒนาไปไกลแล้ว ไม่ทราบว่า ได้อ่านกันหรือเปล่า !
พรุ่งนี้ผมจะจัดการพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร จะทำให้สะเทือนทั้งอำเภอ (สน.) !
แล้วเจอกัน !!!
ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
(ทนายกระดูกเหล็ก)

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

การที่บุกรุกเข้าไปในบ้านเขาเพื่อจะตรวจเยี่ยว ทำได้ไหม**

📌 เจอแบบนี้ ทำอะไรได้บ้าง
สวัสดีครับท่าน เมื่อเย็นวันที่ 16 เมษายน 2563 เวลา 9:00 น ผมได้ฟังการไลฟ์สดของคุณเกรียงไกรนะครับ โดยได้พูดคุยกับผู้เสียหาย ในคดีความผิดฐาน ในเรื่องเกี่ยวกับ มีคนบุกรุกเข้าไปในบ้านเขา 5 คน โดยที่ไม่อีร้าค่าอีรัง กูเข้าไปเลย ถามว่าการกระทำของเขา มันชอบด้วยกฎหมายไหมและผิดกฎหมายฐานใดบ้าง เท่าที่คุณได้ดูคลิป คุณลองคิดดูซิว่า มีความผิดแค่บุกรุกเหรอ? ไม่ใช่นะครับ ผมเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อน ผมเห็นคดีเหล่านี้เยอะ ผมจะแจ้ง ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนะครับ
**ถามว่าการกระทำของกระทาชายทั้ง 5 คน บุคคลทั้ง 5 คน มันมีความผิดฐานใหนบ้าง ในการที่บุกรุกเข้าไปในบ้านเขาเพื่อจะตรวจเยี่ยว ทำได้ไหม**
ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า การที่จะขอหมายศาล เพื่อขอไปทำการตรวจค้น เพื่อตรวจเยี่ยวเขา มันทำไม่ได้หรอกครับ ไม่มีศาลไหนเขาออกให้หรอก มันไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอะไร และพนักงานสอบสวนก็คงจะไม่อุตริไปขอหมายศาลหรอกนะ เรื่องเหล่านี้ ต้องรอให้เขาออกมาครับ แล้วคุณจะตรวจเยี่ยวตรวจอะไรก็เป็นเรื่องของคุณ แต่การที่บุกรุกเข้าไปในเคหสถานในลักษณะนี้ ทำได้ไหม และการกระทำของเขามีความผิดฐานใดบ้าง ผมจะมาเรียงร้อยถ้อยคำให้คุณฟัง
🔴 กระทงที่ 1 การกระทำของชายทั้งห้า มีความผิดฐานเป็น "ซ่องโจร" นะครับ คือมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพราะผู้หญิงคนนี้บอกว่ามีชาย 5 คน ก็เป็นเรื่องของการสมคบกันมาแล้วว่า จะบุกรุกเข้าไปในบ้านหลังนี้ เพื่อจะไปตรวจเยี่ยวเขา ซึ่งการบุกรุกนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 364 และมาตรา 365 (2) ใน (2) คือบุกรุกเกินกว่า 2 คนขึ้นไป นี่มัน 5 คน มันเข้าองค์ประกอบในมาตรา 210 คือความผิดฐานเป็น "ซ่องโจร" ชัดๆเลยนะครับ
🔴 กระทงที่ 2 มีความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 และมาตรา 365 คือเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา บุกรุกเข้าไปในบ้านเขา เขาหวงห้ามแล้ว เป็นที่หวงห้ามนะครับ เป็นบริเวณเคหสถาน เพราะเขาร้อมรั้วไว้ และไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้ามาได้ง่ายๆนะครับ ต้องขออนุญาตจากเขาก่อน การที่เขาจะขายแตงโม เขาจะขายนอกบ้าน เพราะฉนั้นการที่คุณทั้งห้าคนบุกรุกเข้าไป มีความผิดตามมาตรา 364 มาตรา 365 (2) โทษหนักนะครับ
🔴 กระทงที่ 3 มีความผิดต่อเสรีภาพ โดยการยื้อยุดฉุดกระชากกระทาชายคนที่ถูกตรวจเยี่ยว มึงมีสิทธิ์อะไรไปยื้อยุดฉุดกระชากตัวเขา การกระทำของตำรวจคนนี้หรือจะไม่ใช่ตำรวจ ผมก็ไม่รู้นะ มีความผิดต่อเสรีภาพครับ ถามว่าพวกคนอื่นจะมีความผิดด้วยไหม อันนี้คงไม่ใช่ คงจะเป็นตัวคนนั้นที่ฉุดกระชากลากจูงเขา มีความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 คือข่มขืนใจผู้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด เกี่ยวกับเสรีภาพ มีความผิด และมันไปเข้ามาตรา 309 วรรค 2 คือกระทำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มันโทษหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความผิดตามมาตรา 310 คือความผิดต่อเสรีภาพ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากสิทธิ์เสรีภาพในร่างกาย จากการกระทำความผิดฐานนี้ มันเป็นกรรมเดียวกับมาตรา 309 ก็ต้องระวางโทษตามมาตรา 309 วรรค 2 นะครับซึ่งเป็นโทษหนัก หนักกว่า 310 นะครับ
🔴 กระทงที่ 4 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทนะครับ เป็นการหมิ่นประมาททำให้เขาได้รับความอับอายขายขี้หน้า เป็นการสบประมาท ดูถูกเหยียดหยามเขา ตามมาตรา 310 อันนี้มีความผิดตรงๆ เลยครับ และเป็นการโฆษณาด้วย มีความผิดตามมาตรา 326 และมาตรา 328 โดยการโฆษณาเพราะชาวบ้านแถวนั้นมาดูกัน และเห็นกันหมด เป็นการโฆษณาให้เขาได้รับความอับอายขายหน้า
🔴 กระทงที่ 5 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 เป็นความผิดลหุโทษ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ชายคนที่ถูกตรวจเขาถูยื้อถูกกระชาก จะมีบาดแผลอะไรไหม ถ้ามีบาดแผลอะไรไหม มันก็เป็นความผิดตามมาตรา 395 ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
🔴 กระทงที่ 6 ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวด้วยการขู่เข็ญตามมาตรา 362 แห่งความผิดลงโทษ
🔴 กระทงที่ 7 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมว่าในนั้นต้องมีเจ้าพนักงานอยู่แล้วล่ะ อาจจะคน 2 คนหรือ 3 คนก็แล้วแต่ หรือทั้งหมด ถ้าทั้งหมดก็เป็นตัวการทั้งหมด แต่ถ้าเกิด 2 คน 3 คนที่มันก็จะเป็นตัวการเฉพาะ 2 คนนั้นส่วนคนนอกนั้นนะครับ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน อาจจะเป็นอาสาตำรวจหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะมีความผิดฐานใดผู้สนับสนุน ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
อันนี้ผมก็จะพูดรวบรัดให้ท่านฟัง ว่ามีข้อหาอะไรบ้าง ที่จะต้องโดน เวลาไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ก็เล่าข้อเท็จจริงให้เขาฟังแล้วก็ให้พนักงานสอบสวน ปรับบทกฎหมาย ถ้ามันขาดตกบกพร่องไปจากนี้คุณก็แจ้งก็ได้นะครับ ให้เขาแจ้งข้อหาให้เขาลงให้ครบนะครับ เมื่อจะดำเนินคดี ก็ดำเนินคดีให้ครบตามที่ผมกล่าวไว้นี้ ตามประสบการณ์ที่ผมเคยมี ขอบคุณมากครับสวัสดีครับ

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

#ฉี่สีม่วงเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยว่าอาจเสพEP2

โพสก่อนนั้นเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยมาตรา ๕๘/๑
วันนี้จะพามาชี้ช่องให้เห็นตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยมาตรา ๑๔ทวิ คือ
- ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบ #ในเบื้องต้น แล้วพบว่าบุคคลนั้น #อาจเป็นผู้เสพยาเสพติดให้โทษ ให้เจ้าพนักงาน......จดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ภูมิลำเนา หรือสถานที่อยู่ที่สามารถจะ #เรียกตัวหรือออกหมายเรียก มาเพื่อดำเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผล แล้วพบว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย (ตามประกาศในข้อ ๖)
- ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบ #ในเบื้องต้น เมื่อพบว่าเป็นบวกให้ปิดเป็นความลับและให้เจ้าพนักงาน....... นำขวดปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นปิดให้สนิท พร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาวโดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจหรือทดสอบกำกับไว้และเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทำการตรวจหรือทดสอบรีบส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ หรือโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ #เพื่อตรวจยืนยันผล (ตามประกาศในข้อ ๗)
- เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับขวดปัสสาวะตามข้อ ๗ และได้ดำเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ดังต่อไปนี้
(๑) กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่ม MDMA (ยาอี) เมื่อตรวจพบว่ามีสารดังกล่าวอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป
.....
(ตามประกาศในข้อ ๘)
================
จะเห็นได้ว่าทั้งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษก็ดี หรือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษก็ดี ได้กำหนดวางหลักเกณฑ์การตรวจปัสสาวะบุคคลใดว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่เอาไว้เป็นแนวทางเดียวกันคือ
ตรวจเบื้องต้น แล้วผลเป็นบวกเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยว่าอาจเสพ จะต้องบันทึกชื่อที่อยู่เอาไว้ เก็บตัวอย่างปัสสาวะปิดผลึกให้แน่นลงชื่อผู้ตรวจและผู้รับการตรวจกำกับเอาไว้ที่ผลึก แล้วส่งไปตรวจยืนยันผลยังสถานที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เมื่อมีการตรวจยืนยันผลแล้วแล้วว่ามี แอมเฟตามีนเกินกว่า ๑ ไมโครกรัม หรือ ๑๐๐๐ นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตร ค่อยตกเป็นผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีต่อไป