หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

จ่ายค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 88 พรบ.ประกันวินาศภัย

 Paweenut Naibut รู้สึกผ่อนคลาย

เงินไม่เข้าบัญชี..
พี่ก็จะยังไม่เล่า
แต่วันนี้..เงินเข้าบัญชี..พี่จึงเล่าได้
คนที่ติดตามเฟสพี่
คงจำเรื่องราวเหล่านี้ได้...
พี่เคยโพสต์เรื่องทวงสิทธิ
เงินทอน 50 สตางค์จากห้างดัง
บางคนอาจคิดว่าพี่...เพี้ยน...
ยอมเสียเวลากับเงินเพียง 50 สตางค์
55555 พี่ก็เป็นพี่นั่นแหละ
มาครั้งนี้
รถพี่ถูกชนที่ จ.ภูเก็ต
เมื่อ วันที่ 27 พ.ย.63
โชคดี ที่รถมีประกันทั้งสองฝ่าย
งานนี้สิทธิของพี่ #หลักหมื่น เชียวนะ
ใครมาละเมิด..พี่จะยอมได้หรือ
เรื่องของเรื่องเกิดจากรถพี่ถูกชน
ที่จังหวัดภูเก็ตและพี่นำรถเข้าซ่อม
ที่อู่ในจังหวัดนครศรีรรมราช
ใช้เวลาซ่อมทั้งหมด 45 วัน
แน่นอนค่ะ พอซ่อมรถเสร็จ..
พี่เรียกค่าสินไหมทดแทน
จากบริษัทคู่กรณี ตามระเบียบ
( สมมุติว่าบริษัทคู่กรณีขื่อ บริษัท ก.)
วันที่ 15 ม.ค. 64
พี่เรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
ตามสิทธิที่มี....45 วัน วันละ 500 บาท
เป็นเงินรวม 22,500 บาท
บริษัท ก. มีหนังสือแจ้งการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน
โดยเทียบเคียงกับการซ่อมจาก 2 อู่
จะจ่ายให้แค่ 20 วัน
เป็นเงินเพียง 10,000 บาท
เอาละซิ...พี่เริ่มฉุนละนะ
แค่นิดๆหน่อยๆ ถ้าเป็นสิทธิ
คุณอย่าคิดมาลิดรอน
นี่เล่นตัดราคาเกินกว่าครึ่งแบบนี้
พี่ไม่มีทางยอม..#เด็ดขาด..
พี่เลยโทร.ประสานไปยังฝ่ายสินไหม
สำนักงานใหญ่ของบริษัท ที่ กทม.
เขาแจ้งว่าขอเอาเข้าที่ประชุมก่อน
พี่ก็รอนะคะ
จากนั้น สองสามวันต่อมา
เจ้าหน้าที่ของบริษัทสาขานครศรีฯ
แจ้งว่า..บริษัทฯจะเพิ่มให้อีก 5 วัน
พี่รับได้ไหม
อื้ออหือออ...เป็นคุณจะยอมไหมคะ?
จากนั้นทุกอย่าง.เงียบและหายไปเล้ยยย
พี่ก็อดทนนะแต่ใจไม่ค่อยปกติ
จนเวลาผ่านไป จากวันที่ 20 ม.ค.64
ถึงวันที่ 15 ก.พ. 2564 พี่รอไม่ไหวละ
ตัดสินใจ ทำหนังสือทวงถาม
พร้อมยื่นข้อเรียกร้องใหม่
แทนข้อเรียกร้องเดิม คือ..
1.ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
ระยะเวลา 45 วัน = 22,500 บาท และ
2.ค่าเสื่อมราคารถจากอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท
.อันนี้พี่ทำเป็นหนังสือ
ส่งทาง email ไปยังบริษัทค่ะ
และบ่ายวันเดียวกัน(15 ก.พ.64)
พี่ได้รับหนังสือจากบริษัท
แจ้งผลการพิจารณาค่าสินไหมให้พี่
แค่เพียงแค่ 25 วัน เป็นเงิน 12,500 บาท
ดังนั้น ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 16 ก.พ.64
พี่จึงแจ้งเจ้าหน้าที่สาขานครฯ
บอกว่าพี่ได้เพิ่มข้อเรียกร้องใหม่
และส่งผ่านเมล์ไปยังบริษัทแล้ว
และส่งเมล์ดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่คนนั้นเพื่อประสานส่วนกลางอีกรอบด้วย
จากนั้น...ทุกอย่าง..
เงียบหายเข้ากลีบเมฆไปเลย...
ความเครียดเล็กๆเริ่มครอบงำพี่ละนะ
พี่อดทนมาเรื่อยๆ
แต่ใจรุ่มร้อน...ขุ่นเคือง..
บางคืน..นอนคิด..นอนหลับไม่สนิท
เสียอารมณ์..เสียความรู้สึก..
มากถึงมากกกเลยยย..ขอบอก..
ในที่สุด วันที่ 8 มีนาคม 2564
พี่ตัดสินใจร้องเรียนกล่าวโทษบริษัทฯ
ไปยัง คปภ.ส่วนกลาง
และเรียกร้องค่าสินไหม 42,500 บาท
วันที่ 18 มี.ค.64
คปภ.ส่วนกลางติดต่อกลับมา
ถามว่าสะดวกจะเข้าไกล่เกลี่ยที่ไหน
พี่ขอไกล่เกลี่ยที่ คปภ.สาขานครศรีฯ
วันที่ 22 มี.ค.64
คปภ.นครศรีฯ ประสานมา
จะนัดเจรจาไกล่เกลี่ย
แต่จากการสนทนาทางโทรศัพท์
พี่ไม่ปลื้ม..จึงปฏิเสธการเข้าไกล่เกลี่ย
และวางสายโทรศัพท์...ในบัดดล..
ความหงุดหงิดเข้าครอบงำพี่อีกละ
คิดในใจว่า...
ทุกวันนี้ ศาลยุติธรรมมีบริการ
ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
พี่ใช้บริการของศาลยุติธรรม
ไม่ดีกว่าหรือ...
เอาละ งานนี้พี่คิดว่าพี่คงต้องพึงกระบวนการยุติธรรมจากศาลแล้วหละ
เตรียมร่างฟ้องดีกว่า
แต่....วันที่ 26 มี.ค.64
พี่เลิกงานกลับมาถึงบ้าน
ได้รับหนังสือจาก คปภ.
ให้ไปเจรจาไกล่เกลี่ย
ในวันที่ 31 มี.ค. 64 เวลา 14.00 น.
เอาละ พี่คงต้องลองอีกสักตั้ง
วันที่ 30 มี.ค.64
พี่ตัดสินใจติดต่อไปยังบริษัทฯ
กะเป็นครั้งสุดท้าย
พี่โทร.ไป ผู้จัดการใหญ่ไม่อยู่
มีน้องเลขาฯเสียงใสๆรับสาย
พี่ยื่นคำขาด....
ให้จ่ายค่าสินไหมทดแทน
ตามจำนวนที่พี่เรียกร้อง 42,500 บาท
หากพี่ต้องเสียเวลา
ไปไกล่เกลี่ยที่ คปภ. ในวันที่ 31 มี.ค.
พี่เตรียมยื่นหนังสือจะร้องเรียนบริษัทฯเพิ่มอีกหนึ่งกระทง
ฐาน..ประวิงเวลาจ่ายค่าสินไหมทดแทน ตามมาตรา 88 พรบ.ประกันวินาศภัย
ความว่า "บริษัทที่ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกิน 500,000 บาท และถ้าเป็นกรณีกระทำความผิดต่อเนื่อง ให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 20,000 บาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่
น้องเลขาฯ รับเรื่องไว้
เจอดอกนี้ ..บริษัทต้องคิดใหม่แล้วมังคะ
บ่ายวันนั้นน้องเจ้าหน้าที่สาขานครฯ
โทร.มาบอกว่า พี่ครับ วันนี้ไม่เกิน 5 โมง
ผู้จัดการใหญ่ไม่อยู่แต่รองผู้จัดการอีกคนจะโทร.หาพี่นะครับ
และแล้วเกือบ 6 โมง
น้องเลขาฯคนเดิม
เป็นคนโทร.มา...ขอเครียร์
คุยกันสักพัก นุ่น นี่ นั่น
พี่บอกความประสงค์ไป
สุดท้ายพี่บอกว่า ....
บริษัทคุณใหญ่ขนาดนี้
คงมีนักกฎหมายประจำอยู่นะคะ
ไปถามเขาได้เลยนะ...
งานนี้พี่ได้เปรียบ
ความผิดของพวกคุณสำเร็จแล้ว
มิอาจปัดความรับผิดได้
และพี่เชื่อว่า นักกฎหมายของคุณ
เขาคงรู้ว่าพี่คิดอะไรอยู่..
น้องเลขาฯบอก
งั้นพี่คุยกับรองผู้จัดการหน่อยได้ไหมคะ
อ้าวววว...แล้วกัน
ทำไมเขาไม่คุยเองแต่ต้น
จะให้พี่คุยวน...กี่ครั้งกี่รอบ
กับสาขาย่อยพี่ก็คุยแล้ว..
กับน้องเลขาพี่ก็คุยแล้ว
พี่เสียเวลาเสียอารมณ์มามากแล้ว
ไม่ขอคุยกับใครอีกละ
คุณน้องเป็นเลขาฯ
น่าจะสรุปประเด็นได้ดี
ถ่ายทอดคำพูดพี่ให้เขาฟังแล้วกันนะคะ
น้องเลขาบอก..
งั้นหนูขอเวลาอีกหน่อย
และขอต่อรองอีกนิดได้ไหมคะ
ขอเป็นตัวเลขกลมได้ไหม
5555 มันตลกละ
พี่ให้เวลามากมากแล้วจร้าาา
ตั้งสองเดือนครึ่งแล้ว
และรู้ตัวไหม
พวกคุณไม่มีอำนาจต่อรองค่ะ
ไม่มีการต่อรองอีกแล้ว..
บาทเดียวก็ไม่ได้
และขอบอกว่า...
พวกคุณมีเวลาแค่พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง
ถ้าเงินเข้าบัญชีพี่ พรุ่งนี้ก่อนเที่ยง
ทุกอย่างคือยุติ พี่จะไม่เดินเรื่องต่อ
พี่คะ...ทำไมต้องพรุ่งนี้ก่อนเที่ยง
น้องเลขาฯถามมา...
พี่นี่อมยิ้มเลย...
น้องคะ.พรุ่งนี้พี่มีนัดกับ คปภ.บ่ายไงคะ
ถ้าพี่ต้องเสียเวลาไป คปภ.อีกวัน
พี่พร้อมยื่น มาตรา 88 อีกกระทง ชัวร์
ตามนี้นะ ขอบคุณค่ะ .
แล้วพี่ก็วางสาย..
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้
พี่เชื่อว่า..คุณน่าจะได้ประโยชน์บ้าง
ไม่มากก็น้อย
เพราะเรื่องนี้เป็นประสบการณ์
ที่คุณอาจใช้ปกป้องสิทธิ
ของตัวคุณเองหรือคนรอบข้าง
หากในวันข้างหน้า
มีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว
วันนี้ก่อนเที่ยง
เงินเข้าบัญชีพี่ 42,500 บาท
ตามที่พี่เรียกร้อง
และพี่ก็รักษาสัญญา
ไปยุติเรื่อง
เฮ้อออออ...
เหนื่อยกาย...และ...เหนื่อยใจ
แต่คุ้มอยู่ค่ะ...
และขอบคุณทุกกำลังใจ
ถ้าคิดว่าเป็นประโยชน์
แชร์เป็นวิทยาทานได้
.
ผมลองสรุป ออกมาละกัน

สรุปประเด็นสำคัญ และเสนอแนะแนวทางที่อาจเป็นประโยชน์ดังนี้:


✅ สรุปเหตุการณ์

  1. วันที่ชน: 27 พ.ย. 63 – รถพี่ถูกชนที่ภูเก็ต

  2. เข้าซ่อม: ที่อู่นครศรีฯ ใช้เวลาซ่อม 45 วัน

  3. เรียกค่าสินไหม: วันที่ 15 ม.ค. 64 เรียกค่าขาดประโยชน์วันละ 500 บาท รวม 22,500 บาท

  4. บริษัท ก. เสนอจ่ายแค่ 20 วัน = 10,000 บาท → พี่ไม่ยอม

  5. บริษัทเสนอเพิ่มอีก 5 วัน → พี่ไม่รับ เพราะยังไม่ถึงครึ่งของสิทธิ

  6. วันที่ 15 ก.พ. 64 พี่ยื่นข้อเรียกร้องใหม่:

    • ค่าขาดประโยชน์ 22,500 บาท

    • ค่าเสื่อมราคารถ 20,000 บาท

  7. บริษัทตอบกลับจ่ายแค่ 25 วัน = 12,500 บาท

  8. วันที่ 8 มี.ค. 64: พี่ร้องเรียนต่อ คปภ.

  9. 22 มี.ค. 64: คปภ.จะนัดไกล่เกลี่ย


🧩 ข้อสังเกตทางกฎหมาย

  • ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ:
    พี่มีสิทธิเต็มที่ในการเรียกตามระยะเวลาจริงที่รถเข้าซ่อม (หากอู่ไม่ได้ล่าช้าเกินสมควร)
    กฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลไทยส่วนมากก็รองรับสิทธินี้

  • ค่าเสื่อมราคา:
    ข้อนี้แม้จะไม่ใช่ “สิทธิโดยตรง” ตามกรมธรรม์ แต่หากพิสูจน์ได้ว่ารถสูญเสียมูลค่าเพราะอุบัติเหตุ (เช่น ขายต่อได้ราคาตก) ก็สามารถเรียกร้องได้ โดยต้องมีหลักฐานประกอบ เช่น เอกสารประเมินราคารถก่อน-หลังชน


🧭 ข้อเสนอแนะ

  1. แนบหลักฐานทั้งหมดให้ คปภ. ทั้งใบเคลม, ใบเสร็จซ่อม, ใบประเมินราคารถ, ภาพถ่าย ฯลฯ

  2. ให้ข้อมูลเรื่องผลกระทบต่อชีวิต/งาน/รายได้ (เช่น ต้องเช่ารถ, เสียโอกาสรับงาน ฯลฯ)

  3. หากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ → พี่สามารถพิจารณาฟ้องร้องต่อศาลแพ่ง (ไม่ต้องมีทนาย ถ้าเงินไม่เกิน 300,000 บาท)


✍️ ข้อความตัวอย่าง สำหรับใช้สื่อสารต่อ คปภ. หรือเป็นแนวทางส่งหนังสือ

"ข้าพเจ้าขอเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายในฐานะผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ โดยขอรับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทคู่กรณี เป็นค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถจำนวน 45 วัน รวมเป็นเงิน 22,500 บาท และค่าเสื่อมราคารถจำนวน 20,000 บาท ซึ่งเป็นความเสียหายจริงอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุดังกล่าว หากบริษัทฯ ปฏิเสธ ข้าพเจ้าขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป"

..............................

ต่อไปนี้คือรายละเอียดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีของพี่ โดยเฉพาะเรื่อง "ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" และ "ค่าเสื่อมราคา" รวมถึงอำนาจของ คปภ. ในการช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหาย:


📘 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1. พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535

มาตรา 30

บริษัทประกันภัยต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนโดยไม่ชักช้า เมื่อได้รับหลักฐานอันแสดงว่ามีสิทธิได้รับค่าสินไหม

บริษัทต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายใน 15 วัน หลังจากได้รับหลักฐานครบถ้วน

➡️ หากบริษัทประกัน "ยืดเยื้อ" หรือ "จ่ายไม่ครบถ้วนโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร" พี่สามารถร้องเรียนต่อ สำนักงาน คปภ. ได้ทันที


2. พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535

มาตรา 9 และ มาตรา 10

กำหนดให้บริษัทประกันต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บุคคลภายนอก เช่น ทรัพย์สินเสียหาย (รถของพี่)

➡️ พี่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทของ “คู่กรณี” ได้โดยตรง


📌 สิทธิในการเรียกร้อง “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ”

แม้จะไม่ระบุชัดในกฎหมาย แต่ แนวคำพิพากษาศาลไทย และ แนวปฏิบัติของ คปภ. ให้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ว่า

“ผู้เสียหายมีสิทธิเรียก ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ในระหว่างที่รถเข้าซ่อม ตามจำนวนวันจริง และอัตราที่เหมาะสม (โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300–1,000 บาท/วัน ขึ้นอยู่กับลักษณะรถ)"

✅ ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาล

  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1186/2552:

    "เจ้าของรถยนต์ที่เสียหายจากอุบัติเหตุซึ่งต้องนำรถเข้าซ่อม มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ แม้ไม่ได้เช่ารถแทนก็ตาม"


📌 สิทธิในการเรียกร้อง “ค่าเสื่อมราคารถ”

กรณีนี้ยังเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย แต่มี แนวปฏิบัติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่า:

"หากผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ว่ารถมีมูลค่าลดลงจากการเกิดอุบัติเหตุ แม้จะซ่อมแล้ว ก็มีสิทธิเรียกร้อง ค่าเสื่อมราคา ได้"

✅ หลักฐานที่ช่วยได้:

  • ใบประเมินราคาก่อน-หลังเกิดเหตุ

  • เอกสารจากเต็นท์รถ/บริษัทประเมินมูลค่า

  • หลักฐานว่าเคยขายรถรุ่นเดียวกันแล้วราคาตกเพราะมีประวัติชน


🛡 สิทธิในการร้องเรียนต่อ คปภ.

อำนาจตาม มาตรา 38 และ 39 พ.ร.บ.ประกันวินาศภัยฯ

คปภ.มีอำนาจไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ระงับข้อร้องเรียน และสั่งการให้บริษัทประกันวินาศภัยดำเนินการตามกฎหมาย หากพบว่ามีการละเมิดสิทธิของประชาชน


 ✍️ สรุปสิทธิของพี่ในการเรียกร้องเงินจากบริษัทประกัน

  1. พี่มีสิทธิเรียก “ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ” ได้เต็มที่
    แม้ว่าพี่จะไม่ได้ไปเช่ารถมาใช้ระหว่างรอซ่อม ก็ยังเรียกเงินชดเชยได้ เพราะถือว่าพี่เสียสิทธิในการใช้รถของตัวเอง
    บริษัทประกันคู่กรณีมีหน้าที่จ่ายชดเชยตามจำนวนวันที่รถเข้าซ่อมจริง (ในกรณีนี้คือ 45 วัน)
    ราคาที่เรียกได้ต่อวันขึ้นอยู่กับสภาพรถ อายุรถ และเหตุผลประกอบ — 500 บาทต่อวันถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  2. พี่สามารถเรียก “ค่าเสื่อมราคารถ” เพิ่มได้ ถ้าพี่พิสูจน์ได้ว่าราคาขายต่อของรถตกลงเพราะเคยชน
    แม้จะซ่อมแล้ว รถของพี่ก็ยังมีประวัติอุบัติเหตุ ซึ่งทำให้มูลค่ารถลดลงในตลาด — แบบนี้พี่มีสิทธิขอค่าเสื่อมราคาจากบริษัทประกันได้อีกก้อน
    วิธีพิสูจน์ เช่น ใช้ใบประเมินราคารถก่อน-หลังเกิดเหตุ หรือเอกสารจากเต็นท์รถที่บอกว่าขายต่อได้ราคาตก

  3. บริษัทประกันไม่มีสิทธิลดจำนวนวันซ่อมตามอำเภอใจ
    ถ้าพี่มีใบรับรถจากอู่ที่ระบุวันเริ่ม–วันเสร็จชัดเจน บริษัทจะบอกว่า “จะจ่ายแค่ 20 วัน” หรือ “จะเพิ่มให้อีก 5 วันพอไหม” แบบนี้ไม่ได้
    เพราะถือเป็นการตัดสิทธิของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุอันสมควร

  4. ถ้าบริษัทประกันไม่ตอบ หรือยื้อเรื่อง พี่มีสิทธิร้องเรียนไปยัง คปภ. ได้ทันที
    คปภ. เป็นหน่วยงานของรัฐที่คอยคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันหรือผู้เสียหายจากประกัน
    ถ้าพี่ร้องไป คปภ.จะช่วยเรียกบริษัทประกันมาไกล่เกลี่ย ถ้ายังไม่ตกลงกันได้ ก็สามารถขอให้ คปภ. ออกหนังสือแนะนำ หรือพี่จะฟ้องศาลก็ได้

  5. ถ้าพี่มีหลักฐานครบ เช่น ใบซ่อม, ใบรับรถ, อีเมลที่ติดต่อกับบริษัทประกัน, หนังสือเรียกร้อง
    พี่สามารถยื่นคำร้องต่อ คปภ. หรือไปที่ศาลได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องมีทนายด้วยซ้ำ (ถ้าค่าสินไหมไม่เกิน 300,000 บาท)

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ถวายโคมตรา พุทธบูชาในวันวิสาขบูชา — มรดกแห่งศรัทธา

 

🌕 ถวายโคมตรา พุทธบูชาในวันวิสาขบูชา — มรดกแห่งศรัทธา

ในค่ำคืนวันเพ็ญเดือนหก แสงโคมตราที่ประดับประดาทั่ววัดวาอาราม ได้ส่องประกายอย่างงดงามและเปี่ยมด้วยความหมาย
ไม่ใช่เพียงเพื่อความสว่างทางกาย แต่คือแสงแห่งศรัทธาทางใจ ที่พุทธศาสนิกชนชาวไทยน้อมนำมาถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา — วันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ครบถ้วนในวันเดียวกัน


🕯️ โคมตรา แสงแห่งความดีงาม

การถวายโคมตรา คือการแสดงออกถึงความเคารพบูชาอย่างลึกซึ้ง เป็นเครื่องหมายของการจุดแสงสว่างในทางธรรม นำพาจิตใจให้ละจากความมืดมนแห่งกิเลส สู่วิถีแห่งปัญญา

เมื่อแสงโคมลอยขึ้นเหนือพื้นดิน ก็ราวกับใจเราลอยพ้นจากความทุกข์ชั่วขณะ เป็นช่วงเวลาอันสงบ งดงาม และเปี่ยมด้วยพลังแห่งบุญ


🌏 มรดกวัฒนธรรมไทยที่ทั่วโลกตะลึง

ในขณะที่ชาวไทยเดินเวียนเทียนด้วยใจสงบ ชาวต่างชาติที่ได้มาร่วมสัมผัส ต่างก็ประหลาดใจและประทับใจในความมีระเบียบ ความพร้อมเพรียง และศรัทธาอันแน่วแน่

นี่ไม่ใช่แค่ “พิธีกรรม” แต่คือ มรดกแห่งจิตวิญญาณ ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เป็นรากเหง้าของความเป็นไทยที่ไม่เคยเลือนหาย


🇹🇭 ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นคนไทย

เรานับว่าโชคดีและเป็นบุญอันยิ่งใหญ่ที่ได้เกิดมาเป็นคนไทย บนแผ่นดินที่พระพุทธศาสนายังรุ่งเรือง
ได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ และมีส่วนร่วมในประเพณีอันเปี่ยมด้วยปัญญา

ความภูมิใจนี้มิใช่เพียงเรื่องของความรู้สึก แต่คือ “หน้าที่” ที่เราต้องช่วยกันสืบสาน ส่งต่อ และปกป้องไม่ให้เสื่อมสลาย


🌼 สืบสานศรัทธา สร้างชาติด้วยธรรม

ขอให้คนไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมมือร่วมใจกันรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้ ด้วยความเคารพ ศรัทธา และเข้าใจในแก่นแท้ของธรรมะ
เพื่อให้พระพุทธศาสนายังคงเป็นแสงนำทางใจ และวัฒนธรรมไทยคงอยู่คู่แผ่นดิน ตราบนานเท่านาน


🙏 สาธุในใจ — และขอให้แสงแห่งโคมตราในค่ำคืนวันวิสาขะ ส่องทางให้เราทุกคนพบความสงบ เย็น และเบาสบายในหัวใจ

ผลชันสูตร 100 ศพ และกลไกการทำลายอวัยวะจากวัคซีนโควิดแบบ mRNA

 

ผลชันสูตร 100 ศพ และกลไกการทำลายอวัยวะจากวัคซีนโควิดแบบ mRNA


1. บทนำ: ทำไมต้องสนใจผลชันสูตรศพเกี่ยวกับวัคซีน

ในช่วงที่มีการฉีดวัคซีนโควิด-19 แบบใหม่ชนิด mRNA ไปทั่วโลก บางคนเกิดอาการไม่พึงประสงค์หลังฉีด และมีบางรายเสียชีวิตอย่างกะทันหัน โดยไม่ได้มีโรคประจำตัวชัดเจนหรือเป็นผู้สูงอายุ ครอบครัวของผู้เสียชีวิตบางรายจึงร้องขอให้มีการ "ชันสูตรศพ" อย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง ซึ่งงานวิจัยนี้รวบรวมข้อมูลจากศพกว่า 100 ราย เพื่อดูว่ามีความเกี่ยวข้องกับวัคซีนหรือไม่


2. วัคซีน mRNA คืออะไร และทำไมถึงเรียกว่า "วัคซีนเลื้อยดุ"

วัคซีน mRNA เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต่างจากวัคซีนแบบเดิม เพราะมันไม่ได้ใส่เชื้อไวรัสเข้าไปในร่างกาย แต่ใช้สารพันธุกรรม (mRNA) สั่งให้เซลล์ในร่างกายผลิตโปรตีนที่เรียกว่า "สไปค์โปรตีน" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไวรัส เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้จำและต่อสู้หากมีไวรัสตัวจริงเข้ามา

คำว่า "เลื้อยดุ" ถูกใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมที่น่ากลัวของวัคซีนนี้ เพราะ...

  • วัคซีนถูกห่อหุ้มด้วยอนุภาคไขมันนาโนที่เล็กมาก (nanoparticles) ทำให้สามารถแทรกซึมเข้าไปในเกือบทุกเซลล์ในร่างกายได้ ไม่จำกัดเฉพาะบริเวณที่ฉีด

  • เมื่อเข้าไปแล้ว วัคซีนสั่งให้เซลล์ผลิต "โปรตีนหนาม" (Spike protein) ขึ้นมาบนผิวเซลล์ ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะคิดว่าเซลล์นั้นเป็นศัตรูและเข้าไปทำลาย

  • นอกจากนั้น ยังพบว่าโปรตีนหนามสามารถแทรกซึมลึกลงไปในอวัยวะต่างๆ ได้ เช่น หลอดเลือดใหญ่ที่หัวใจ (aorta)


3. กลไกที่วัคซีนอาจส่งผลต่ออวัยวะต่างๆ

หลังฉีดวัคซีน mRNA เข้าสู่ร่างกาย จะเกิดกระบวนการต่างๆ ดังนี้:

  • วัคซีนเข้าสู่กระแสเลือด ผ่านทางเส้นเลือดฝอยบริเวณที่ฉีด และกระจายไปยังอวัยวะต่างๆ

  • เซลล์ต่างๆ เริ่มผลิตโปรตีนหนาม ตามคำสั่งของ mRNA

  • ระบบภูมิคุ้มกันเข้าใจผิด คิดว่าเซลล์ที่แสดงโปรตีนหนามเป็นผู้บุกรุก จึงโจมตีเซลล์ของตัวเอง

  • เกิดการอักเสบในเนื้อเยื่อ เช่น หลอดเลือด หัวใจ ตับ ปอด และสมอง

  • ผลระยะยาว: ความเสียหายสะสมจากการอักเสบเรื้อรัง อาจนำไปสู่การเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้


4. ข้อมูลจากการชันสูตรศพ 100 ราย

ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยาในเยอรมนี ได้รับศพจากครอบครัวที่ต้องการหาความจริงเรื่องการเสียชีวิต โดยเริ่มจาก 15 รายแรก และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 100 ราย

สิ่งที่พบจากการชันสูตร เช่น:

  • ผู้เสียชีวิตหลายรายยังอายุน้อย หรืออายุไม่มาก และไม่มีโรคร้ายแรง

  • พบหลักฐานว่าอวัยวะสำคัญถูกทำลาย เช่น หลอดเลือดใหญ่มีการอักเสบและเซลล์ตายเป็นหย่อมๆ

  • มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ เช่น ชั้นผิวของหลอดเลือดถูกทำลาย, ชั้นอีลาสติกผิดปกติ, ชั้นกล้ามเนื้อยุ่ย


5. ช่วงเวลาที่พบการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีน

ผู้เสียชีวิตบางรายเกิดอาการเฉียบพลันภายใน 1-6 สัปดาห์หลังฉีดวัคซีน แต่บางรายเสียชีวิตหลังจากนั้นนานหลายเดือน โดยที่ในบางกรณีไม่สามารถชันสูตรได้ทันเวลา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนกับการเสียชีวิตอาจถูกมองข้าม


6. ความรุนแรงของผลข้างเคียง ("ความดุ")

คำว่า "ดุ" ถูกใช้เพื่อสื่อถึงความรุนแรงที่วัคซีนอาจก่อให้เกิดในบางราย:

  • มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้เกิดการอักเสบรุนแรง

  • มีเซลล์อักเสบจำนวนมากแทรกเข้าไปในเนื้อเยื่อ เช่น หลอดเลือด

  • ทำให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่ออย่างถาวร เช่น หลอดเลือดแตก เปราะ หรือผนังกล้ามเนื้อยุ่ย


✅ สรุปใจความสำคัญ

วัคซีน mRNA เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว หรือมีปัจจัยแทรกซ้อนเฉพาะตัว การศึกษานี้พยายามชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการติดตามผลระยะยาวและความโปร่งใสในการชันสูตรศพของผู้ที่เสียชีวิตกะทันหันหลังรับวัคซีน

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

สรุปแถลงการณ์ 25 หน้า ของ “นายคณากร เพียรชนะ” ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นศาลจังหวัดยะลา

 Veera Somkwamkid

สรุปแถลงการณ์ 25 หน้า
ของ “นายคณากร เพียรชนะ”
ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นศาลจังหวัดยะลา
—————
รายละเอียดคดีที่นายคณากรรับผิดชอบ
:
ชื่อคดี: ความผิดต่อชีวิต อั้งยี่ ซ่องโจร ความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ลหุโทษ
จำเลย: มี 5 คน เป็นผู้ชายทั้งหมด
คดีโดยสังเขป:
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1, 3 และ 4 ร่วมกันฆ่าคน 5 คน โดยใช้อาวุธปืนหลายชนิดยิง โดยมีจำเลยที่ 2 และ 5 เป็นผู้สนับสนุน
ลักษณะคดี: คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ แต่ไม่ใช่คดีความมั่นคงหรือก่อการร้าย
—————
สรุปเนื้อหาแถลงการณ์
:
1- คดีนี้เดิมทีนัดอ่านคำพิพากษา 19 ส.ค. 62 แต่เนื่องจากเป็นคดีสำคัญจึงต้องรายงานคำพิพากษาให้ “อธิบดีผู้พิพากษาภาค 9” ทราบก่อน
2- ตนได้ส่งร่างคำพิพากษาพร้อมสำนวนให้สำนักงานอธิบดีฯ ตามระเบียบ โดยคำพิพากษาของตนคือ “ยกฟ้อง ปล่อยจำเลยทั้งห้าไป”
3- จากนั้นมีบันทึกกลับมาว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของตน และมีหนังสือประทับตรา “ลับ” ส่งกลับมาให้แก้คำพิพากษาใหม่ตามคำสั่งอธิบดี
4- คำพิพากษาที่อธิบดีต้องการ คือ
- สั่งประหารชีวิตจำเลยที่ 1, 3 และ 4
- จำคุกจำเลยที่ 2 และ 5 ตลอดชีวิต
.
ถ้าไม่ทำตามคำสั่งให้ทำบันทึกชี้แจง แล้วจะได้ดำเนินการต่อไป
5- ตามหลักกฎหมาย หากอธิบดีไม่เห็นด้วยกับร่างคำพิพากษาก็ต้องทำความเห็นแย้งติดสำนวนมา แต่อธิบดีไม่ยอมทำตามกระบวนการ กลับใช้วิธีออกคำสั่งผ่านหนังสือลับ
6- ตนไม่ทราบว่า ความหมายของคำว่า “ถ้าไม่ทำตามจะดำเนินการต่อไป” คืออะไร ในเมื่ออธิบดีดำเนินการอย่างผิดกฎหมาย แล้วจะเอาอำนาจที่ไหนมาลงโทษตน
7- หากตนแก้คำพิพากษาตามคำสั่งอธิบดีแล้ว ตนและองค์คณะก็จะมีตราบาปในชีวิต
8- หนังสือลับบอกว่า ถ้าตนไม่ทำตามคำสั่งก็ให้ทำบันทึกชี้แจง ซึ่งตนไม่ทำ เพราะคำพิพากษาเขียนอย่างละเอียด ครบถ้วน เป็นเหตุเป็นผลในตัวมันเองแล้ว
9- ดังนั้น แทนที่จะเขียนบันทึกชี้แจงอธิบดี ตนจึงเลือกที่จะเขียนแถลงการณ์ชี้แจงมายังคนไทยที่รักความยุติธรรมให้ได้ทราบความจริงแทน
10- เหตุผลที่ตนพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งห้า เพราะพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะเอาผิดจำเลยได้
11- ตนไม่ได้บอกว่าจำเลยทั้งห้าไม่ใช่คนร้าย แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรม คือตัดสินไปตามพยานหลักฐาน
12- โดยปกติแล้วในคดีความมั่นคงหรือก่อการร้าย กฎอัยการศึกอนุญาตให้คุมตัวผู้ต้องหาได้ 7 วัน และขยายเวลาได้ครั้งละ 7 วัน รวมแล้วไม่เกิน 30 วัน แต่ตำรวจกลับนำกฎนี้มาใช้กับคดีนี้ซึ่งเป็นคดีฆาตกรรมทั่วไป
13- จากนั้นพบว่า พยานหลักฐานทั้งหมดของคดีนี้ “เกิดขึ้น” ในตอนที่จำเลยทั้งห้าถูกคุมตัว จึงถือเป็นพยานหลักฐานที่ไม่ควรรับฟัง
14- กฎหมายบัญญัติชัดเจนว่า อย่าพิพากษาลงโทษใคร จนกว่าจะแน่ใจว่าเขาทำความผิดจริง
15- ตนจะไม่ตัดสินด้วยอคติ
ไม่ตัดสินด้วยความรู้สึกส่วนตัว
ไม่ตัดสินตามคำสั่งใคร
ไม่ตัดสินเพราะอยากได้หน้า
ไม่ตัดสินเพราะอยากให้คนรู้ว่าเรามีอำนาจควบคุมผู้พิพากษาและคำพิพากษาได้
16- ในหนังสือลับยังระบุด้วยว่า ถ้าตนยกฟ้องก็ให้ขังจำเลยทั้งห้าไว้ระหว่างอุทธรณ์ ซึ่งตนไม่เห็นด้วย เพราะเมื่อข้อเท็จจริงในคดีรับฟังไม่ได้ว่าเขาทำความผิด แล้วจะขังเขาไว้ทำไม
17- จากนั้นนายคณากรได้วินิจฉัยการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของคดีนี้ ดังนี้...
:
- ในคืนเกิดเหตุ ตำรวจไม่ได้มาตรวจเก็บวัตถุพยานในทันที แต่มีอาสาสมัครกู้ภัยซึ่งไม่มีอำนาจหน้าที่เข้าไปเก็บปลอกกระสุน หัวกระสุน เอาไปให้ตำรวจที่โรงพยาบาล ถือเป็นการทำคดีที่ไม่รัดกุมและมีพิรุธ
- จากนั้นตำรวจได้ไปปิดล้อมจับกุมตัว “นายมะรอฟี” โดยตำรวจบอกไม่ได้ว่าทำไมจึงสงสัยนายมะรอฟี ซึ่งนายมะรอฟีก็สารภาพและซัดทอดจำเลยทั้ง 5 แต่กลับไม่ปรากฏชื่อนายมะรอฟีเป็นจำเลย
- หลักฐานชิ้นหนึ่งในคดี ก็คือโทรศัพท์มือถือที่ตำรวจอ้างว่านายมะรอฟีใช้ติดต่อกับจำเลยทั้ง 5 โดยตำรวจไปพบบริเวณเล้าไก่ แต่กลับตรวจไม่พบดีเอ็นเอของนายมะรอฟีที่โทรศัพท์ แล้วยังลงทะเบียนซิมการ์ดเป็นชื่อคนอื่นอีก
- นายมะรอฟีบอกว่าใช้ปืนหลายชนิดกระหน่ำยิงผู้เสียชีวิตทั้งห้า แต่กลับตรวจไม่พบกระสุนปืนชนิดที่นายมะรอฟีอ้าง
- ตำรวจอ้างว่าจำเลยที่ 2 และ 5 พาไปชี้ที่ซ่อนอาวุธปืน พบอาวุธปืนสั้น 9 มม. แต่กลับไม่ตรงกับอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ที่ซ่อนปืนเป็นที่โล่งแจ้ง ใครก็สามารถเข้าถึงและเอาปืนไปวางได้ อีกทั้งตรวจไม่พบดีเอ็นเอของจำเลยที่อาวุธปืน
- ต่อมาจำเลยทั้งสองอ้างว่า ที่รับสารภาพเพราะถูกบังคับขู่เข็ญขณะถูกควบคุมตัว
18- การกระทำของอธิบดีเป็นการแทรกแซงอำนาจตุลาการและขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่รู้ว่าทำแบบนี้มากี่ครั้งกี่หน กี่คดีแล้ว ลดตำแหน่งผู้พิพากษาให้เป็น “นิติบริการ” คอยรับใช้คำสั่งอธิบดี
19- และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนกลับไปในเดือน มี.ค. 62 ขณะตนรับราชการอยู่ที่ศาลจังหวัดปัตตานี ตนรับผิดชอบคดีทหาร 3 นายยิงชาวบ้านตาย ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในขณะนั้นโน้มน้าวให้ตนตัดสินว่าทหารทำไปด้วยความจำเป็น แต่ตนไม่เห็นด้วย
20- ต่อมามีคำสั่งให้ตนไปพบอธิบดีที่สงขลาทันที ถ้าไม่ไปจะถูกย้าย เมื่อไปถึงอธิบดีได้สั่งให้ตนแก้ไขคำพิพากษาทำนองว่า “ทหารคาดว่าผู้ตายมีของผิดกฎหมาย เช่น ปืนหรือระเบิด แต่ผู้ตายไม่ยอมให้ตรวจค้น และทำร้ายเจ้าหน้าที่ ทั้งถีบและต่อย”
21- ความจริงในคดีนี้ก็คือ ผู้ตายนุ่งโสร่งขับมอเตอร์ไซค์มาเจอด่านลอยของทหารและมีปากเสียงกัน ผู้ตายขับรถหนี ทหาร 2 คนใช้ปืนยิงจากด้านหลัง กระสุนทะลุออกปาก และผลตรวจที่เกิดเหตุไม่พบปืนหรือระเบิดแต่อย่างใด เรื่องนี้ทหารไม่จำเป็นต้องฆ่าชาวบ้านเลย
22- ต่อมาอธิบดีสั่งให้ตนแก้คำพิพากษาลดโทษให้จำเลย โดยเขียนกำกับมาว่า “ให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย” ในครั้งนั้นตนและองค์คณะเกิดความกลัวจึงยอมแก้ไขตามนั้น ทั้งที่ในใจคิดว่า “แล้วไม่เห็นใจผู้ตายและครอบครัวบ้างหรือ”
23- เหตุการณ์นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ผู้พิพากษาอีกหลายคนทั่วประเทศก็ถูกกระทำไม่ต่างจากตน และสิ่งที่ตนทำในวันนี้อาจทำให้ถูกตั้งกรรมการสอบ และคงถูกไล่ออกโดยไม่ได้รับเงินบำเหน็จ
24- จากนั้นนายคณากรได้เรียกร้อง 2 ข้อ คือ
:
- ให้ออกกฎหมายเพิ่มเติม ห้ามตรวจร่างคำพิพากษาก่อนอ่านให้โจทก์-จำเลยฟัง และห้ามแทรกแซงผลคำพิพากษา
- ให้ความเป็นธรรมทางการเงินแก่ผู้พิพากษาทั่วประเทศ เพราะทุกวันนี้ผู้พิพากษาถูกสั่งห้ามประกอบอาชีพอื่นเสริม เมื่อขาดความมั่นคงทางการเงินก็ทำให้ถูกชักจูงและเกิดการแทรกแซงได้ง่าย
25- นายคณากรทิ้งท้ายแถลงการณ์ว่า...
:
“คืนคำพิพากษาให้ผู้พิพากษา
คืนความยุติธรรมให้ประชาชน”
และ
“คำแถลงของผม
อาจมีน้ำหนักเบาบางเหมือนขนนก
แต่หัวใจผู้พิพากษาหนักแน่นปานขุนเขา
จึงมอบหัวใจชั่งบนตราชูยืนยันคำแถลง
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน”
—————
อัพเดทเหตุการณ์หลังจากนั้น
:
26- วันที่ 4 ต.ค. เวลา 12.30 น. นายคณากรขึ้นบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ตัดสินยกฟ้องจำเลยทั้งห้า
27- จากนั้นนายคณากรได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นประจำตัว จ่อยิงหน้าอกด้านซ้ายของตัวเองจำนวน 1 นัด ในห้องพิจารณาของศาล
28- พบว่าก่อนขึ้นบัลลังก์ นายคณากรได้โพสต์แถลงการณ์ทั้ง 25 หน้า และโพสต์ว่าจะไลฟ์สดเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบว่า อธิบดีแทรกแซงการพิพากษาคดี แต่ตนไม่ยอมทำตาม เชื่อว่าตนคงถูกไล่ออกโดยไม่ได้รับบำเหน็จ ใครต้องการเยียวยาให้ภรรยากับบุตรของตน สามารถบริจาคได้ที่...
:
ธนาคารออมสิน
เลขที่บัญชี 020152308985
ด.ญ.ขวัญชนก เพียรชนะ
29- ต่อมาโพสต์ทั้งหมดถูกลบไปในขณะที่นายคณากรอยู่ที่โรงพยาบาล
30- เวลา 15.27 น. ของวันเดียวกัน โฆษกศาลยุติธรรมแถลงว่า นายคณากรอาการปลอดภัยแล้ว สอบถามเบื้องต้นว่า “ยิงตัวเองเพราะความเครียดส่วนตัว”

วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2568

ด่านไม่ได้ก่อให้เกิดอำนาจในการตรวจค้น เป่าเมา หรือตรวจหาสารเสพติด โดยปราศจากเหตุอันควร

 สมชาย ไพศาลสัมฤทธิ์

💥 ด่านไม่ได้ก่อให้เกิดอำนาจในการตรวจค้น เป่าเมา หรือตรวจหาสารเสพติด โดยปราศจากเหตุอันควร 💥
“เจ้าหน้าที่รัฐทำได้.. ถ้ามีเหตุผล..”
หลักแล้ว ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ จะทำอะไรก็ได้.. เว้นแต่..
1) มีกฎหมายบอกห้ามทำ.. เช่น เป็นความผิดทางอาญา.. หากทำสิ่งนั้น ถือว่า ไม่ใช่การใช้สิทธิ ไม่เป็นเสรีภาพ..
แต่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะจะกระทำนั้น กระทบต่อความมั่นคง หรือความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศ..
2) มีกฎหมายบอกให้อำนาจรัฐละเมิดสิทธิเสรีภาพได้..
เช่น ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าทำผิด.. อาจถูกเรียกให้หยุด ตรวจค้น ตรวจเมา ตรวจปัสสาวะ ถูกจับ ถูกควบคุมตัว ถูกขังได้..
แต่การใช้อำนาจของรัฐในกรณีตรวจค้นตัว ค้นบ้าน ค้นข้อมูลคอมพิวเตอร์ ค้นข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ.. การจับกุม ตรวจสอบการเมาแล้วขับ หรือเสพยาเสพติดนั้น..
ไม่ใช่ว่า เจ้าหน้าที่จะทำได้ตามอำเภอใจ.. แต่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ไว้เป็นเงื่อนไขในการใช้อำนาจ..
ถ้าไม่มีเหตุตามที่กฎหมายเขียนไว้แล้ว.. เจ้าหน้าที่ก็ไม่มีอำนาจทำได้.. ถ้าฝ่าฝืน ถือว่า เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพ และอาจมีความรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา และทางวินัยได้..
เหตุตามกฎหมายที่สำคัญ มี 2 ประเภท.. ได้แก่..
1. เหตุอันควรสงสัย.. ใช้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ ต้องการจะตรวจค้นตัวบุคคลในที่สาธารณะ..
2. เหตุอันควรเชื่อ.. ใช้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องการขอให้ศาลออกหมายค้นเคหสถาน.. ออกหมายจับบุคคล.. ออกคำสั่งอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์..
หรือให้อำนาจเจ้าหน้าที่เรียกให้หยุดรถ และสั่งให้เป่า ตรวจการเมา.. สั่งให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดได้..
หลายคนสงสัยว่า.. เหตุอันควรสงสัย ต่างจากเหตุอันควรเชื่ออย่างไร..
ถ้าเทียบ น้ำหนักความน่าเชื่อถือของเหตุทั้งสองคร่าวๆเป็นเปอร์เซ็นต์..
เหตุอันควรสงสัย.. จะมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือ 20 - 40%
ทำให้เจ้าหน้าที่ มีอำนาจตรวจค้นตัวบุคคล หาของผิดกฎหมายที่มีเหตุควรสงสัยได้..
เหตุอันควรเชื่อ.. จะมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือ 51 - 70%..
ทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ ยื่นขอศาลออกหมายค้นบ้าน หาของที่เชื่อว่าซ่อนในบ้านได้..
ทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ ยื่นขอศาลอนุญาตให้เข้าถึงคอมพิวเตอร์ ข้อมูลในโทรศัพท์มือถือได้..
ทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งหยุดรถ เพื่อสั่งทดสอบเมา หรือเป่าหาปริมาณแอลกอฮอล์ที่เชื่อว่าเขาดื่มมาเกินเกณฑ์ได้.. โดยไม่ต้องขอความร่วมมือ..
ทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจ สั่งหยุดรถ เพื่อสั่งตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเขาเสพได้.. หรือสั่งตรวจปัสสาวะบุคคลในสถานที่ใดๆได้.. โดยไม่ต้องขอความสมัครใจ..
มีข้อสังเกต 2 ประการว่า..
1) เหตุอันควรสงสัย และเหตุอันควรเชื่อนั้น.. ต้องมีข้อเท็จจริงที่ปรากฎขึ้นมา ทำให้เกิดความสงสัยว่า.. หรือทำให้เชื่อว่า..
ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่คิดเอาตามอำเภอใจว่า มีเหตุ.. และต้องไม่ได้เกิดจากทักษะ ประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ว่า มีเหตุดังกล่าวแล้ว..
เหตุนั้น เจ้าหน้าที่ต้องอธิบายให้ประชาชนทราบก่อนใช้อำนาจ.. และต้องอธิบายให้ศาลเชื่อ พร้อมหลักฐานด้วยว่า มีเหตุดังกล่าวจริง หากคดีขึ้นสู่ชั้นศาล..
2) การหยุดรถ ขอตรวจลมหายใจ หรือปัสสาวะนั้น.. กฎหมายให้ดูเหตุอันควรเชื่อ.. ไม่ใช่ดูว่า เจ้าหน้าที่เรียกตรวจเพราะเป็นด่าน..
ตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่เรียกให้รถหยุดได้ เมื่อพบความผิดซึ่งหน้า เพื่อจับกุม..
หรือเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าเขาเมาสุรา สารเสพติด..เพื่อสั่งตรวจการเมา การเสพ..
เจ้าหน้าที่จะมีอำนาจทำได้ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อ ที่สามารถนำไปพิสูจน์ในศาลได้ว่า มีเหตุนั้นอยู่จริง..
ส่วนการตั้งด่านป้องปรามอาชญากรรม ไม่ทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจขอตรวจลมหายใจ หรือปัสสาวะได้โดยอัตโนมัติ..
มีข้อยกเว้นทั่วไปว่า..
ถ้าเจ้าหน้าที่ร้องขอความร่วมมือ ให้หยุดรถ ขอตรวจค้นตัว ขอตรวจค้นรถ ขอตรวจเป่า ขอตรวจปัสสาวะ.. และประชาชนสมัครใจให้ความร่วมมือ ยินยอมตามที่ร้องขอเอง..
แม้กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ.. แม้ไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเขาเมา เขาเสพ เขามีของผิดกฎหมาย..
เจ้าหน้าที่ก็มีอำนาจกระทำได้.. เพราะถือว่า ประชาชนสละความคุ้มกันสิทธิเสรีภาพตามกฎหมาย..
หากพบหลักฐานในการทำผิด ก็สามารถนำมาใช้ในศาลได้..
“แต่เจ้าหน้าที่ ควรแจ้งสิทธิและผลการสละสิทธิให้ประชาชนทราบว่า..
หากพบพยานหลักฐาน สามารถนำไปใช้ลงโทษในศาลได้.. แม้กฎหมายไม่ได้เขียนว่า ให้แจ้งเตือนก่อนก็ตาม..
รวมถึง กรณีที่เจ้าหน้าที่ขอนำโทรศัพท์มือถือไปตรวจสอบด้วยความยินยอมของเจ้าของโทรศัพท์ด้วย..”
เทียบเคียงได้ กับแนวคิดการแจ้งสิทธิที่จะไม่ให้การ (right to silence) ในขณะจับกุม..
หวังว่า โพสต์นี้ คงเป็นความรู้แก่ประชาชนในการดูแลสิทธิเสรีภาพของตน..
เป็นประโยชน์ในการทำงานที่ถูกต้องเหมาะสมของเจ้าหน้าที่..
และน่าจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในอนาคต..
โดย: ดร.ธีร์รัฐ บุนนาค

วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

เรื่องกำหนดความสูงขั้นต่ำของสายสื่อสาร

  เรื่องกำหนดความสูงขั้นต่ำของสายสื่อสาร รวมถึงสายอินเทอร์เน็ต เป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ แม้จะไม่มีกฎหมายระบุตัวเลขตายตัว แต่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย ดังนี้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ไม่มีตัวเลขกำหนดชัดเจน)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: มาตรา 423 เกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินของตน ห้ามมิให้กระทำการใดๆ อันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น
พระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522: มาตรา 13 ห้ามมิให้ผู้ใดวางสิ่งใด หรือกระทำการใดๆ บนทางหลวง ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย
พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535: มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดติดตั้งสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีความมั่นคงแข็งแรง
ข้อควรปฏิบัติ (คำนึงถึงความปลอดภัย)
ความสูงจากพื้นดิน: ควรสูงอย่างน้อย 5-6 เมตร ในบริเวณที่รถยนต์สัญจร เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
ความสูงจากทางเท้า: ควรสูงอย่างน้อย 2.5-3 เมตร เพื่อไม่ให้กีดขวางทางเดิน
ความสูงจากระเบียง หน้าต่าง: ควรเว้นระยะห่างพอสมควร เพื่อความเป็นส่วนตัว และป้องกันอันตราย
ความมั่นคงแข็งแรง: ต้องติดตั้งอย่างแน่นหนา ไม่หย่อน ไม่ชำรุด
หากพบเห็นสายสื่อสารที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น
ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)
สำนักงานเขต/เทศบาล
แม้จะไม่มีตัวเลขกำหนดตายตัว แต่การติดตั้งสายสื่อสาร ควรคำนึงถึงความปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นเป็นสำคัญค่ะ