ถาดน้ำหวาน สำหรับเลี้ยง ชันโรง
ไม้ทับกล้วย14-18-28
กล่องเลี้ยงชันโรง เหมาะกับพันธ์ตัวเล็ก
กระต่ายขูดมะพร้าวแบบนั่ง
กล่องเลี้ยงชันโรงแยกน้ำหวานแบบ 2 ชั้น ขนาดA4
ฟีโรโมน ล่อชันโรง สูตรเข้มข้น
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง รวมกับขี้ชัน
หน่อกล้วยน้ำว้า ซูปเปอร์ยักษ์
ชุดล่อผึ้งโพรง ฟีโรโมนแบบสกัด+ครีมล่อผึ้ง+ไขล่อผึ้ง
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรงสูตรเข้มข้น
ฟีโรโมน ล่อชันโรง (เกรดพรีเมี่ยม)
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง
ชิงช้าไม้จากไม้บ้านเก่าอายุ 50 ปี
กล่องเลี้ยงชันโรงแบบ2ชั้น
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรงสูตรหมัก+ไขล่อผึ้งโพรง
สโม๊กเกอร์พ่นควัน
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรง 20 ซีซี+ไขล่อผึ้งโพรงแท้ 1 ก้อน
ไขล่อผึ้งโพรง สูตรเข้มข้น
กล่องเลี้ยงชันโรง แบบ 3 ชั้น
Debug Card (2หลัก) ดีบักการ์ด
พระสมเด็จวัดระฆัง งานพิมพ์มือ แจกงานบุญ
กล่องเลี้ยงผึ้ง
กล่องชันโรง “สวนราชินี” รุ่น A4 -3 ชั้น
กล่องเลี้ยงชันโรง ขนาด เอ4 สูง 4 นิ้ว

หน้าเว็บ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ชิงช้าไม้เนื้อแข็ง
กล่องเลี้ยงชันโรง แบบ 2 ชั้น ขนาด A4
ฟีโรโมนล่อชันโรง
กระต่ายขูดมะพร้าวหนาพิเศษ
ม้านั่งไม้เนื้แแข็ง
ถาดน้ำหวานสำหรับชันโรง
สมุนไพรแพะหงี่แห้ง
หน่อกล้วยตานี
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง
กล่องเลี้ยงชันโรง
กล่องเลี้ยงผึ้งโพรง
หน่อกล้วยพระราชทาน
กาพ่นควันผึ้ง สโมคเกอร์
Inverter testerSP8030- SM852B
ไขผึ้งสำหรับผึ้งโพรงไทย
ไม้ทับกล้วยปิ้ง14-16
ขี้ชันแท้ 100% สำหรับล่อชันโรง
ฟีโรโมน ฉีดกล่องเลี้ยงชันโรง
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรง
ชุดฟีโรโมนและไขล่อผึ้งโพรงไทย
กล่องเลี้ยงชันโรง ขนาด 5 ชั้น แยกรัง
ขาตั้งกล่องเลี้ยงผึ้ง
ขาตั้งกล่องชันโรงไม่มีกล่อง
กล่องเลี้ยงชันโรง 2ชั้น

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2565

จุดแข็งในธุรกิจของคุณ คืออะไร

 การทำธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้คือ ความเป็นตัวของตัวเองของคุณ นั่นเอง

ซื่องเป็นจุดแข็ง ที่จะนำพา ธุรกิจของคุณไปได้


เปิดร้านชนิดเดียวกัน บางคนรุ่งเรียง บางคนร่วงโรย

จุดแข็งคือจุดขาย จุดขายคือจุดแข็ง(แกร่งที่สุด)




ความชำนาญเฉพาะด้าน  สูตร เคล็ดลับ กลยุทธื์  ต่างๆ นั่นละ


ไม่ใช่คิดไม่ออก ลดแลด แจกแถม อย่างเดียว คุณจะได้แต่ลูกค้าตลาดล่าง ที่ไม่มีกำลังซื้อ


ยังมีคนอีกกลุ่ม ที่ต้องการสินค้าคุณภาพ ต้องการอาหารที่อร่อยจริง  ต้องการหาหมดที่เก่งที่สุด

ต้องการไปนั่งดื่มในที่ๆ สะบายใจที่สุด  คนกลุ่มนี้ มีกำลังที่จะจ่ายเงิน กับสิ่งเหล่านี้

แต่คุณกับทำธุรกิจ  ทำกิจการที่ละเลยคนเหล่านี้


กลับไปนั่งทำธุรกิรที่ใช้ทุนเยอะเพื่อแลกกับกำไรอันน้อยนิด

ใช่คน100ทั้งร้อย  จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีทุน


แต่สิ่งที่ทุกคนลืมไปป คุณคงเป็นคนมีปัญญา มีความคิด จงนำสิ่งนั้นมาเป็นทุน

เงินทุนเป็นส่วนประกอบ รองๆลงมา เริ่มจาก สัก 25 % ของเงินที่มี ก็ยังได้ ทดลองทำควบคุ๋กันไป แรกๆ อาจไม่คุ้มกับการทำงาน  ก็ค่อยๆ เอากำไร มาขยายงาน

.

คำถามวันนี้

    ทำไม ร้านลูกชิ้นปิ้ง ถึงมีอยู่ทั่วทุกซอย บางทีห่างกันไม่ถึง 50 เมตร ด้วยซ้ำไป


บางร้านก็ทำท่าจะเจ็ง แต่ร้านถัดไป ทำไม่คนเยอะจัง

ลำดับแรก น้ำจิ้ม ที่ต้องต่างกันอย่างแน่นอน เพราะลูกชิ้นซื้อที่ไหน ถ้ายี่ห้อเดียวกัน มันก็เหมือนกัน

ลำดับที่สอง  อัธยาสัยไมตรีเจ้าของร้าน  คุณจะดีใจไหม ถ้าคนขาย จำคุณได้ ทักทาย พูดคุยยิ้มแย้มตลอดการขาย ถึงแม้ว่าบางทีคุณจะมา นานๆครั้งก็ตาม

ลำดับสาม  ความสะอาดทั้งหน้าร้าน หลังร้าน 

ลำดับที่สี ถ้าชุบแป้ง แป้งต้องกรอบอร่อยนะจะ ไม่ใช่เหยี่ยวเนียวเมื่อเวลาผ่านไป(สูตรไงต้องลับเฉพาะ)


ทั้งนี้ทั้งนั้นเสน่ห์ของลูกชิ้นคือ น้ำจิ้มและเจ้าของร้านนั่นเอง




วันเสาร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565

ขายอะไร ถึงจะได้ กำไรดี

 ทุกคนบนโลกนี้ก็ถามแบนี้ ทุกคน แล้วถ้าทุกคนรู้ ก็คงจะขายเหมือนกันหมด

ไอ้ที่ว่ากำไรดี ก็คง จะไม่เหลือกำไร เพราะเมื่อสินค้ามีมากเกินความต้องการของคนซื้อ ราคามันก็ร่วง




การคิดจะขายอะไร ผู้ขายก็ควรจะมีความรู้พื้นฐานไปจนถึงผูชำนาญการ ในสินค้าชนิดนั้นๆ

หรือต้องศึกษา สินค้าของตัวเอง ให้พอรู้เรื่องบ้าง จะได้คุยกับลูกค้ารู้เรื่อง

จากเหตุผลข้อนี้ละ ที่จะเป็นคำตอบว่าขายอะไร ถึงกำไรดีที่สุด


เปรียบเทียบให้ดูสักตัวอย่าง

เครื่องซักผ้า ชาวบ้านทั้วไปพังแล้วก็ขายทิ้ง 200 บาท (เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับเครื่องซักผ้า)

ช่างซื้อมา รือแผงวงจร ขาย 700-1500 มีแผง 2-3แผง

รื้อมอเตอร์ได้อีก 500 บาท ชื้นส่วนอื่นๆ รื้อแขวนไว้ รอลูกค้ามาเปลี่นน รวมๆแล้วได้เกือบ 3000 บาท

(มันไม่ใช่การเอาเปรียบ เพราะช่างคือผู้ชำนาญการเครื่องซักผ้า )


อีกสักตัวอย่าง

ไปซื้อซากรถมอไซด์เก่าจากชาวบ้าน มา 800 บาท  (ชาวบ้านไม่ใช่ผู้ชำนาญการ)

มารื้อขายที่ละชิ้น ช้าเร็วยังไงก็ขายได้ จาก 800 บาทก็กลายเป็น 3000-5000 บาท(เพราะคนที่รื้อขายคือคนที่มีความรู้เรื่องมอไซด์ว่ารถรุ่นไหน คนต้องการอะไหล่ รู็เรื่องรถมอไซด์เป็นอย่างดี)


จากสองตัวอย่างจะเป็นว่า  สิ่งที่จะทำให้ทำกำไรได้ ไม่ใช่เป็นที่ตัวสินค้า แต่เป็นความชำนาญ ความรู้เฉพาะทางต่างหาก ที่ทำกำไรได้มาก ได้น้อย ตามความรู้ที่แตกต่างกัน

และก็เป๋นคำตอบว่า ขายอะไร ถึงจะได้กำไรดี

"ขายและทำในสิ่งที่ตัวท่านมีความรู้ความชำนาญในสิ่งนั้นๆละ กำไรดี"



จงจำไว้ ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้าแล้วเราก็ไม่ได้ติดหนี้บุญคุณลูกค้า

 ลูกค้าไม่ใช่พระเจ้า



การซื้อขาย คือการแลกเปลี่ยนอย่างยุติธรรม ระหว่างกันและกัน

ลูกค้าต้องการสินค้าของเรา เราตั้งราคา เจรจาต่อรอง แล้วชำระเงิน

นั่นคือ ความพึงใจ ของคนสองคน ที่มองแล้วคิดแล้วว่ายอมรับได้ทั้งสองฝ่าย

สมประโยชนืทั้งสองฝ่าย  ฉนั้น สิ่งที่คุณต้องมีคือ....ความเชื่อมั่นในตัวสินค้าของคุณเอง

และจงภูมิใจในสินค้าของตัวเอง

.

ที่สำคัญ อย่าดีใจที่ได้ขายของสินค้าราคาถูกกว่าความเป็นจริง เพราะมันคือหายนะ ของการทำธุรกิจ

ไม่ใช่ขายได้เพราะทั้งลด ทั้งแถม ทั้งแจก แบบไร้ค่า ไร้ราคา มันไม่ใช่ความน่าภูมิใจสักหน่อย ที่ขายของได้

.

คำถาม ฝากไปคิด....คุณเคยต่อราคา ค่ารักษากับหมอไหม  ถ้าไม่ ทำไมคุณถึงไม่ต่อราคา


นักขายจะขายสินค้าได้ราคาถูก 

จงเป๋นนักแก้ปัญหาแบบหมอ ถึงจะไม่มีคนต่อราคา


.

.


วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564

หลักการเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้ได้ 20-30เท่า

 สิ่งที่มีราคาแพง เมื่อรับมาขาย มักจะมีกำไรน้อย ถึงน้อยมาก

วันนี้ลุงจะบกตัวอย่าง  เม็ดมะม่วงหิมพาน เอาแค่เม็ดซีก เม็ดหัก มาต่อยอดเอาก็พอ

ราคาโลละประมาณ 200 บาท

.


ถ้าเราซื้อมาแบบนั้นแล้วแบ่งขาย มันก็แทบจะขาดทุนหรือกำไรไม่พอที่จะขยายงานออกไป เพราะสินค้าจากผู้ผลิต ค้ำคออยู่

.

สิ่งที่เราทำได้คือ การนำของแพง มารวมกันกับของถูก แล้วขายเท่าของแพง โดยที่ผู้ซื้อแทบไม่รู้สึกเลยว่าแพง นั่นละคือผูประสบความสำเร็จ

.

ลองดูแนวคิดแบบนี้ เม็ดมะม่วงหิมพาน 1ิ กก   200 บาท

แป้งกรอบ                                        1 กก 25บาท

น้ำตาลทราย                          0.5 กก     13 บาท

ผง ต้มยำ                               200 กรัม  30 บาท


เอามะม่วง มาเคลือบแป่ง แล้ว เคลื้อบน้ำตาล ที่ผสมผงต้มยำ ในใบมะกรูด ชิ้นๆไปด้วย

อยากให้เหนียวก็แบะแซ นิดหน่อย  เมื่อทำเสร็จ จะได้ 2.5-3 กก


เวลาขาย  ก็คือเม็ดมะม่วงหิมพาน รสต้มยำ  กิโลละ 200 บาท


แบ่งขาย 100-200-300 กรัม แพงเข้าไปอีก


สรุปก็คือ เราขาย น้ำตาลทราย แบะแซ แป้งกรอบ ผงต้มยำ ในราคา โลละ 200 บาท นั่นเอง


.

.


วันพุธที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ประวัติศาสตร์นอกตำราของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

 ประวัติศาสตร์นอกตำราของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ทำไมประวัติศาสตร์นอกตำราถึงเล่าว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในเมืองนคร

ทำไมต้องเป็นนครศรีธรรมราช

และเรื่องโอรสลับพระเจ้าตากสิน

ที่คุณ...อาจไม่เคยรู้ 

............................................................................

พวกเราคนไทยได้รับรู้ประวัติศาสตร์นอกตำราว่า หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในตอนปลายสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินไม่ได้โดนประหาร แต่ถูกช่วยเหลือและไปใช้ชีวิตปั้นปลายที่นครศรีธรรมราช

ซึ่งเป็นเรื่องจริงแท้แค่ไหน ไม่มีใครรู้ความจริง

แต่ทำไมต้องเป็นนครศรีธรรมราช?

............................................................................

เชื่อว่าเราคนไทยแทบไม่เคยรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าตากสินและเจ้านครศรีธรรมราชเลย

เราอาจจะเคยได้ยินชื่อ เจ้านครศรีธรรมราช หรือเจ้าพระยานครศรีธรรมราช แต่ความจริงที่เราอาจไม่เคยรู้คือ จริงๆแล้ว มีพระนามว่า”พระเจ้านครศรีธรรมราช”

สาเหตุที่เป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช เพราะเป็นตำแหน่งของเจ้าประเทศราช 

พระเจ้านครศรีธรรมราช ไม่ใช่ข้าราชการของกรุงธนบุรี แต่สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ของรัฐนครศรีธรรมราช ประเทศราชของกรุงธนบุรี

ไม่เคยรู้เรื่องแบบนี้มาก่อนเลยใช่มั้ย

มาติดตามรายละเอียดต่อไปนี้ด้วยกัน

............................................................................

หลังจากเสียกรุง พ.ศ. 2310 เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชได้หายตัวไป 

ปลัดยกกระบัตรเมืองนครฯ ที่ชื่อหนู จึงขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนที่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชคนเดิม 

ความที่พระเจ้าตากสินและเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช(หนู) เคยมีภูมิหลังเคยเป็นปลัดยกกระบัตรมาก่อนเช่นเดียวกัน ก็เป็นไปได้ว่าเจ้านคร(หนู) ผู้นี้ กับพระเจ้าตากสิน อาจจะเคยรู้จักกันมาก่อน 

เพราะการจะเป็นปลัดยกกระบัตรได้นั้นจะต้องเป็นมหาดเล็กในราชสำนักมาก่อน รวมทั้งต่างเคยเป็นตัวแทนจากอยุธยาไปหัวเมืองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อีกทั้ง

............................................................................

หลังจากกรุงแตกเมื่อปี พ.ศ. 2310 นครศรีธรรมราชเป็นเมืองหนึ่งสำหรับผู้ที่จะหลบลี้หนีภัยพม่า เช่นเดียวกับจันทบุรี นครราชสีมา กัมพูชา 

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินประกาศอิสระภาพสำเร็จ ก็ทรงปราบ “เจ้าก๊กนายชุมนุม” สำเร็จ 

แต่มีเพียงชุมนุมนครศรีธรรมราช ชุมนุมเดียวที่ไม่โดนจำกัด แต่เจ้านครฯ ยังได้ถูกเชิญมารับราชการอยู่ในกรุงธนบุรี

แล้วในเวลาต่อมา คือในพ.ศ. 2319 ก็ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าประเทศราชกลับไปครองเมืองนคร

............................................................................

ในเอกสารแต่งตั้งเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) เป็น “พระเจ้านครศรีธรรมราช” เจ้าประเทศราชของกรุงธนบุรี

ได้มีคำกล่าวยกย่องถึงความดีความชอบของพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ดังเช่นว่า 

“ครั้งพระณคอรศรีอยุทธยาเสียแก่พม่าข้าศึกแต่ก่อน ฝ่ายกรมการพลเมืองเมืองณคอรหาที่พึ่งไม่ ยกปลัดเมืองขึ้นผ่านแผ่นดินเป็นเจ้าขัณฑสีมาก็ได้พึ่งพาอาศัยสับประยุทธชิงชัยชนะ”แขก”ข้าศึก ถ้าหาไม่ขัณฑสีมาก็จะส่ำสายเป็นไป ความชอบมีอยู่กับแผ่นดิน”

“แขก”ข้าศึก ที่มีการสับประยุทธ์ชิงชัยกัน ในที่นี้หมายถึง รัฐปัตตานี และรัฐมลายู ซึ่งสยาม นับตั้งแต่อยุธยา ใช้เมืองนครฯ เป็นเหมือนรัฐกันชน และเป็นรัฐที่คอยดูแลรัฐแขกทางใต้ให้สยามมาตลอด พอถึงสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าตากสิน ก็ใช้นโยบายเดียวกัน

จึงยกเจ้าเมืองนครฯ เป็นเจ้า(กษัตริย์) และยกเมืองนคร เป็นประเทศราช 

การที่ยกนครศรีธรรมราชประเทศราช คือ การเป็นอีกประเทศ เหมือนเขมร ลาว ที่มีเจ้าเป็นผู้ปกครองราษฏร์ของตน เพียงแต่เป็นเมืองขึ้นของสยามที่ต้องคอยส่งส่วยมาให้

เพราะฉะนั้น เจ้าเมืองนคร เลยได้รับการแต่งตั้ง เป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช

............................................................................

และเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินผูกใจให้การยกย่องเจ้านครขนาดนี้ เจ้านครจึงผูกใจกลับต่อพระเจ้าตากสินด้วยการถวายธิดาเป็นบาทบริจาริกาถึง ๓ องค์ คือ

เจ้าหญิงฉิม โปรดสถาปนาเป็น กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์

เจ้าหญิงจวน หรือ ยวน

และธิดาองค์เล็กสุด คือเจ้าหญิงปราง หรือทูลกระหม่อมฟ้า หญิงเล็กของชาวนครศรีธรรมราช

ซึ่งในครั้งนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงธนบุรีกับนครศรีธรรมราชใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นอย่างมาก

............................................................................

ตัดฉากมาที่อุปราชเมืองนครศรีธรรมราช (พัฒน์) ซึ่งอุปราช(พัฒน์) ผู้นี้เป็นทหารคนโปรดของสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยเคยรับราชการสนองพระเดชพระคุณตามเสด็จไปราชการทัพ รบชนะศึกหลายครั้ง 

อุปราชพัฒน์ มีภรรยาคือเจ้าหญิงนวล ซึ่งเป็นธิดาองค์โตของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) 

ต่อมาเมื่อภรรยาอุปราชพัฒน์ถึงแก่กรรม สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ออกโอษฐ์พระราชทานเจ้าหญิงปรางให้เป็นภรรยาอุปราชพัฒน์

............................................................................

ในพระราชพงศาวดารมีบันทึกตอนนี้ว่า 

“เนื่องจากทรงสงสารด้วยภรรยาตาย…” และแม้ท้าวนางฝ่ายในจะทูลเตือน ว่า “นางนั้นขาดระดูอยู่” แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็มิได้ทรงเปลี่ยนพระทัย กลับดำรัสว่า “ได้ออกปากให้เขาแล้วก็พาไปเถิด”

แปลเป็นภาษาชาวบ้านได้อีกทีว่า “แม้จะมีคนทักท้วงว่าเจ้าหญิงปราง กำลังตั้งท้องได้ ๒ เดือนแล้ว แต่พระเจ้าตากสินก็ยังคงยืนยันจะยกนางให้อุปราชพัฒน์”

............................................................................

แม้แต่บันทึกประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๕ ยังมีบันทึกไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงมี พระราชวิจารณ์เหตุการณ์ครั้งนี้ว่า

“…อยู่มาเมื่อปลายแผ่นดินตาก ชายาเจ้าอุปราชเมืองนครตาย ด้วยความโปรดปรานอย่างตึงตังอย่างไร หรือเพราะความคิดของเจ้ากรุงธนบุรีที่จะปลูกฝังลูกให้ได้ครอบครองเมืองอื่น ๆ กว้างขวางออกไปแนวเดียวกันกับให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ออกไปครองเมืองเขมรนั้น จึงได้พระราชทานบุตรหญิงเจ้านครซึ่งเป็นน้องเจ้าจอมมารดาฉิม มารดาพระพงศ์นรินทร์ให้ออกไปเป็นชายา…”

............................................................................

ด้วยเหตุนี้ เจ้าหญิงปรางซึ่งขณะนั้นทรงอยู่ในตำแหน่งเจ้าจอม และทรงครรภ์ได้ ๒ เดือน ก็ได้กลายเป็นภรรยาของอุปราชพัฒน์

มีเอกสารประวัติศาสตร์ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า

“…เมื่อท้าวนางพาธิดาเจ้านครไปส่งนั้น เจ้าอุปราช (พัฒน์) ก็ทราบความลับนั้น มีความยำเกรงพระบารมีก็ต้องรับไว้เป็น ท่านผู้หญิงอย่างกิตติมศักดิ์อยู่จนตลอดอายุ…”

เมื่อเจ้าจอมมารดา(ปราง) เสด็จไปประทับอยู่ ณ เมืองนครศรีธรรมราชอย่างแม่เมือง จนประสูติพระราชบุตรพระนาม”เจ้าน้อย” ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เจ้าน้อยผู้นี้คือ “พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”

............................................................................

หลังจากผลัดแผ่นดินจากกรุงธนบุรีเป็นกรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ทรงให้ปรับปรุงการปกครองหัวเมืองนครศรีธรรมราชเสียใหม่ 

โดยยกเลิกตำแหน่งเจ้าประเทศราช และลดสถานะเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเพียงหัวเมืองเอก 

ปลดพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) แล้วตั้งอุปราชเมืองนครศรีธรรมราช (พัฒน์) เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช หรือนิยมเรียกสั้นๆ ว่า“เจ้าพัฒน์” 

แล้วหลังจากเจ้าพัฒน์สิ้นแล้ว เจ้าน้อย โอรสลับของสมเด็จพระเจตากสิน ก็ได้เป็น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช คนต่อไป

............................................................................

เอกสารประวัติศาสตร์อีกฉบับบันทึกว่า

“…ความที่ว่าเจ้าพระยานคร (น้อย) เป็นราชบุตรลับของพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น แม้ฝรั่งทางเมืองเกาะหมากก็รู้ ได้เขียนหนังสือพิมพ์ไว้ แต่ในรัชกาลที่สาม…”

............................................................................

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าน้อยกับพระราชโอรสพระราชธิดาองค์อื่นๆ ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น ว่า

“…เจ้าพระยานครผู้นี้มีอำนาจวาสนามากกว่าเจ้าพระยานครทุกคน เป็นเรื่องที่เขาเล่ากระซิบกันเป็นการเปิดเผย และพวกบุตรหลาน เจ้ากรุงธนบุรีก็นับถือว่าเป็นพี่น้อง เหตุฉะนั้นจึงนับเกี่ยวข้องกันใน เชื้อวงศ์เจ้ากรุงธนบุรีกับพวกนครศรีธรรมราช…”

............................................................................

ด้วยเหตุที่กรุงธนบุรีมีสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับเมืองนครศรีธรรมราชเช่นนี้ 

เมื่อเกิดเหตุจลาจลในช่วงปลายกรุงธนบุรี จึงเกิดเรื่องเล่าลือ เพราะชาวบ้านเชื่อกันว่า เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก โปรดให้สำเร็จโทษ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น 

ได้มีผู้ช่วยเหลือให้พระองค์ได้เสด็จหนีไปบวช ซ่อนองค์อยู่ในถ้ำวัดเขาขุนพนม ที่นครศรีธรรมราช

กล่าวกันว่าปัจจุบัน ยังมีหลักฐานและร่องรอยปรากฏให้เห็น เช่น อาคารที่ประทับ และด้านหน้าถ้ำยังปรากฏร่องรอยของกำแพงก่ออิฐถือปูนประดับใบเสมาทำนองเดียวกับกำแพงเมือง และซากป้อมซึ่งมีช่องคล้ายที่ตั้งปืนใหญ่

อย่างไรก็ดี เรื่อง เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) ที่เป็นโอรสลับของ สมเด็จพระเจ้าตากสิน นั้นมีหลักฐานเอกสารหลายฉบับกล่าวถึง 

แต่เรื่องที่มีคนช่วยให้สมเด็จพระเจ้าตากสินหนีไปอยู่บวชที่นครศรีธรรมราชนั้นยังไม่มีผู้ใดพบหลักฐานที่เป็นเอกสารเพื่อยืนยันคำเล่าลือดังกล่าว

............................................................................

อัษฎางค์ ยมนาค

พระมหากษัตริย์เสียสติจริงหรือ:

https://www.facebook.com/100566188950275/posts/208854964788063/?d=n




วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ทำไม ชาวนาถึงไม่คิด

 ใครเคยเห็นชาวนา คุยกันเรื่อง ลงเงินคนละ5000 บาทไปซื้อโรงสีเล็กๆ มาสีข้าวขายมั่ง






.......คือมันไม่มีแบบนี้ไง  ทั้งที่มันคือทางออกที่ตรงที่สุด ถูกต้องที่สุด รำ ปลาย ฟางข้าว แกลบดิบ แกลบดำ มันขายได้ทั้งหมด

#มันคือสิ่งที่ขาดหายไปในวงจรของการทำเกษตร




(คิดก่อนทำ)วันข้างหน้า ถ้าโดนเรียกเก็บค่าลิชสิทธิ์ ย้อนหลังจะทำยังไง

 ลองคิดเล่นๆ   มันเป็นความจริง




เอาเพลงค่าย มาโคฟเวอร์ อัพยูทูป  เอาเพลงเขามาทำสนุกสนาน เฮฮา

เอาเพลงเขามาทำเพลงหาเสียงเลือกตั้งทุกระดับชั้น  เอาเพลงเขามาไลท์สดขายของ

เอาเพลงเขามาทำอะไรก็แล้วแต่ แค่ในยูทูป กับติ๊กต็อก  ค่ายเก็บข้อมูลเงยบๆ ทุกวัน เป็นปี เป็นสองปี

วันนึงโดนหมายเรียก เก็บค่าลิขสิทธิ์ หลักล้านขึ้นมา  ... ความสนุกเฮฮา จะกลายเป็นความทุกข์ทันที รายได้ยอดวิว คงช่วย อะไรไม่ได้ตอนนั้น