หน้าเว็บ

วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563

บุกค้นบ้านโดยไม่มีหมายศาลมิหนำซ้ำจับไส่กุญแจมือ ใช้อำนาจในทางมิชอบ สู้สิครับ

บุกค้นบ้านโดยไม่มีหมายศาลมิหนำซ้ำจับไส่กุญแจมือ ใช้อำนาจในทางมิชอบ สู้สิครับ
*มาตรา ๕๗ ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา ๗๘
มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฏหมายนี้ จะจับ ขัง จำคุก หรือค้นในที่รโหฐานหาตัวคนหรือสิ่งของต้องมีคำสั่งหรือหมายของศาลสำหรับการนั้น
บุคคลซึ่งต้องขังหรือจำคุกตามหมายศาล จะปล่อยไปได้ก็เมื่อมีหมายปล่อยของศาล
.......,.............
*มาตรา ๕๙/๑ ก่อนออกหมาย จะต้องปรากฏพยานหลักฐานตามสมควรที่ทำให้ศาลเชื่อได้ว่า มีเหตุที่จะออกหมายตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๙ หรือมาตรา ๗๑
คำสั่งศาลให้ออกหมายหรือยกคำร้อง จะต้องระบุเหตุผลของคำสั่งนั้นด้วย
หลักเกณฑ์ในการยื่นคำร้องขอ การพิจารณา รวมทั้งการออกคำสั่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของประธานศาลฏีกา
**มาตรา ๖๐ หมายจับ หมายค้น หมายขัง หมายจำคุก หรือหมายปล่อย ต้องทำหนังสือและมีข้อความดังต่อไปนี้
(๑) สถานที่ออกหมาย
(๒) วันเดือนปีที่ออกหมาย
(๓) เหตุที่ต้องออกหมาย
(๔) (ก) ในกรณีออกหมายจับ ต้องระบุชื่อรูปพรรณของบุคคลที่จะถูกจับ
(ข) ในกรณีออกหมายขัง หมายจำคุก หรือหมายปล่อย ต้องระบุชื่อบุคคลที่จะถูกขัง จำคุก หรือปล่อย
(ค) ในกรณีออกหมายค้น ให้ระบุสถานที่ที่จะค้นและชื่อ หรือรูปพรรณบุคคลหรือลักษณะสิ่งของที่ต้องการค้นกำหนดวันเวลาที่จะทำการค้น และชื่อกับตำแหน่งของเจ้าพนักงานผู้จะทำการค้นนั้น
(๕) (ก) ในกรณีออกหมายจับ หมายขัง หรือหมายค้นให้ระบุความผิด หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัย
(ข) ในกรณีออกหมายจำคุก ให้ระบุความผิดและกำหนดโทษตามคำพิพากษา
(ค) ในกรณีออกหมายขังหรือหมายจำคุก ให้ระบุสถานที่ที่จะให้ขังหรือจำคุก
(ง) ในกรณีออกหมายปล่อย ให้ระบุเหตุที่ให้ปล่อย
(๖) ลายมือชื่อและประทับตราของศาล
.,..............
*มาตรา ๖๙ เหตุที่จะออกหมายค้นได้มีดังต่อไปนี้
(๑) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งจะเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา
(๒) เพื่อพบและยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยผิดกฏหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือตั้งใจจะใช้ในการกระทำความผิด
(๓) เพื่อพบและช่วยบุคคลซึ่งได้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังโดยมิชอบด้วยกฏหมาย
(๔) เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ
(๕) เพื่อพบและยึดสิ่งของตามคำพิพากษาหรือตามคำสั่งศาล ในกรณีที่จะพบหรือจะยึดโดยวิธีอื่นไม่ได้แล้ว
*มาตรา ๗๐ หมายค้นซึ่งออกเพื่อพบและจับบุคคลนั้นห้ามมิให้ออก เว้นแต่จะมีหมายจับบุคคลนั้นด้วย และเจ้าพนักงานซึ่งจะจัดการตามหมายค้นนั้นต้องมีทั้งหมายค้นและหมายจับ

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563

สูตรอาหารบำรุงไต "น้ำข้าวร้อนๆชงกับไข่ขาวดิบ"

ใครมีคนที่รักแชร์ต่อไปนะคับ ผมไปเจอมาอาจจะช่วยคนที่คุณรักและคนที่คุณรู้จักได้นะครับ
อาหารเช้าบำรุงสุขภาพไต น้ำข้าวร้อนๆชงกับไข่ขาวดิบ ง่ายๆ ราคาถูก สูตรชาวบ้านบอกต่อๆกันมา ได้ผลดีจริงสำหรับผู้ป่วยโรคไต คุณแม่ผม (แม่จวน ไพรชาญจิตร์) อายุ ๙๑ ปี ไตเสื่อมสภาพถึงขั้นที่แพทย์ รพ. ธรรมศาสตร์นัดเจาะช่องท้องเพื่อฟอกไตเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๖๐ ระหว่างรอพบแพทย์เพื่อดำเนินการ พี่สาว (บรรจง มีสัตย์ธรรม) ได้สูตรอาหารบำรุงไต "น้ำข้าวร้อนๆชงกับไข่ขาวดิบ" จากญาติๆ ทำให้แม่กินวันละ ๔ ฟอง เช้าสองฟอง เย็นสองฟอง ประมาณสิบกว่าวัน พอถึงเวลาไปพบแพทย์ ตรวจค่าไต แพทย์บอกว่าค่าไตดีขึ้นมาก ยังไม่จำป็นต้องฟอกไต จนกระทั่งทุกวันนี้ สุขภาพแม่ดีขึ้นมาก เดินคล่อง ผิวพรรณดูสดใสขึ้นมาก ยังกินน้ำข้าว+ไข่ขาวดิบ ต่อเนื่องทุกวัน ตัวผมลองเอาสูตรนี้มาทำกินเองบ้าง วันละ ๒ มื้อๆละ ๑ ฟอง กินมาแล้ว ๒ สัปดาห์ รู้สึกได้ว่าร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้นมาก ที่เคยเพลียๆง่วงเหงาหาวนอนตอนเช้าตอนบ่ายก็หายไป ปัสสาวะก็มีสีและกลิ่นดีขึ้นมาก วิธีทำก็แสนง่าย ราคาก็ไม่แพง ลองทำกินกันดูนะครับ น้ำข้าวร้อนๆก็เอาจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้านั่นแหละ เวลาหุงข้าวก็ใส่น้ำมากๆหน่อย พอเดือดก็ตักน้ำข้าวออกมาชงกับไข่ขาวดิบ ไม่ต้องเติมเค็ม ไม่ต้องเติมหวานที่เป็นอันตรายต่อไต กินตอนที่ยังร้อนอยู่นะครับ กรุณาเเชร์เพื่อบอกบุญครับ...

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563

Panitarn Wasinpoksub ฝากถึงตำรวจ

ประเด็นที่ 1 ถ้าเราไม่ได้ไปทำอะไรผิด ตำรวจก็ทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าตำรวจจับตัวเราไป ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปทำอะไรผิด ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม มีความผิด อาญา มาตรา 311 ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกหน่วงเหนี่ยว ถูกกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย , อีกอย่าง “ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 28 ” ก็ชัดเจน ว่า “ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ”
ประเด็นที่ 2 เอาคดีอาญามาเล่นงานเรา ทั้งๆที่เราไม่ได้ไปทำผิดอาญา เราไม่ได้ไปทำอะไรผิด ทั้งตำรวจหรือผู้ฟ้อง มีความผิด อาญา มาตรา 137 ข้อหาแจ้งความเท็จ , อาญา มาตรา 172 ข้อหาเบิกความเท็จ , อาญา มาตรา 173 ข้อหามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่แอบอ้างว่ามีความผิด , อาญา มาตรา 174 ข้อหาการแจ้งข้อความตามมาตรา 172 มาตรา 173 เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย , อาญา มาตรา 175 ข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น ว่าทำผิดอาญาแรงกว่าความเป็นจริง , อาญา มาตรา 177 ข้อหาเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่น ความเท็จเป็นข้อสำคัญในคดี , อาญา มาตรา 200 ข้อหาเจ้าพนักงานกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือข้อหาเจ้าพนักงานกระทำการกลั่นแกล้งทำให้ผู้อื่นรับผิดทางอาญา
ตำรวจนิสัยดีๆ เราก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เดี๋ยวกลับมาต่อในประเด็นที่ 3


ประเด็นที่ 3 ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ทำสำนวนหลอกอัยการ ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน มีความผิด อาญา มาตรา 264 ข้อหาปลอมแปลงเอกสาร โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ลงลายมือชื่อปลอมในเอกสาร กรอกข้อความลงในแผ่นกระดาษหรือวัตถุอื่นใด ซึ่งมีลายมือชื่อของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม หรือโดยฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อื่น , อาญา มาตรา 161 ข้อหาปลอมแปลงเอกสาร โดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น , อาญา มาตรา 162 ข้อหาเจ้าพนักงาน กระทำการ (1) รับรองเป็นหลักฐานว่า ตนได้กระทำการอย่างใดขึ้น หรือว่าการอย่างใดได้กระทำต่อหน้าตนอันเป็นความเท็จ (2) รับรองเป็นหลักฐานว่า ได้มีการแจ้งซึ่งข้อความอันมิได้มีการแจ้ง (4) รับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้น มุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นความเท็จ , อาญา มาตรา 179 ข้อหาทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ เพื่อให้เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหลงเชื่อว่ามีความผิดอาญาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเชื่อว่าความผิดอาญาที่เกิดขึ้นร้ายแรงกว่าที่เป็นความจริง , อาญา มาตรา 180 ข้อหานำสืบอันเป็นเท็จ พยานหลักฐานอันเป็นเท็จเป็นข้อสำคัญในคดี
ประเด็นที่ 4 เมื่อถูกตำรวจหรือเจ้าหน้าที่กระทำละเมิด ไปดู
“ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ”
“ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ”
“ กฎหมายแพ่ง มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ”
ตำรวจคนนั้น ต้องปล่อยตัวคุณแม๊กซ์ อัจฉริยะ เป็นอิสระ ตำรวจคนนั้น ต้องออกมาขอโทษ หรือชดใช้ความเสียหายให้กับคุณแม๊กซ์ อัจฉริยะ ในฐานะผู้ถูกละเมิดด้วย

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

การค้นบ้านต้องมีหมายศาล

ประเด็นที่ 1 ค้นบ้านโดยไม่มีหมายศาล ตำรวจหรือชุดสืบมีความผิด “ อาญา มาตรา 364 ข้อหาบุกรุกเคหสถาน ” อีกอย่าง
“ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน การเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถาน หรือที่รโหฐาน จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ”
ประเด็นที่ 2 เมื่อเราไม่ได้ไปทำอะไรผิด ตำรวจก็ทำอะไรเราไม่ได้ ตำรวจจับตัวลูกชายของคุณศรินทิพย์ ปึงอนะวัฒน์ ไป ทั้งๆที่ลูกชายของคุณศรินทิพย์ไม่ได้ไปทำอะไรผิด ตำรวจหรือชุดสืบมีความผิด “ อาญา มาตรา 311 ข้อหากระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกหน่วงเหนี่ยว ถูกกักขัง หรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ” , อีกอย่าง “ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 28 ” ก็ชัดเจน ว่า “ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคล จะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ”
ประเด็นที่ 3 คนที่ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ มีความผิด “ อาญา มาตรา 145 ข้อหาแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน โดยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ”
ประเด็นที่ 4 บังคับให้คุณศรินทิพย์จ่ายเงิน แล้วจะปล่อยตัวลูกชายออกมา ตำรวจและชุดสืบมีความผิด “ อาญา มาตรา 309 ข้อหาข่มขืนใจผู้อื่น ให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด จำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะได้รับอันตราย ” , “ อาญา มาตรา 148 ข้อหาเจ้าพนักงานจูงใจให้ผู้อื่นมอบผลประโยชน์ ” , “ อาญา มาตรา 149 ข้อหาเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์ ” , ถ้าเรียกรับผลประโยชน์ด้วย ข่มขู่ด้วย “ อาญา มาตรา 392 ข้อหาข่มขู่ ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัว โดยขู่เข็ญ ” , “ อาญา มาตรา 337 ข้อหากรรโชกทรัพย์ ” , “ อาญา มาตรา 338 ข้อหารีดเอาทรัพย์ ” , ผิด “ กฎหมายแพ่ง มาตรา 406 ข้อหาลาภมิควรได้ ” , ผิด “ พรบ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ” แค่ “ มิควรได้ ” ไม่จำเป็นต้องทุจริต ก็เป็นความผิดวินัยร้ายแรงแล้ว
เป็นข้าราชการ ถ้ารับทรัพย์สินเงินทองเกินกว่า 3,000 บาท ต้องชี้แจงต่อ ปปช. เงิน 65,000 บาท ที่ตำรวจหรือชุดสืบเรียกจากคุณศรินทิพย์ไป นั้น มันคือค่าอะไร ? ทั้งตำรวจหรือชุดสืบคนนั้น ระวังจะติดคุกเอานะครับ
ประเด็นที่ 5 คุณเสวก และกองปราบฯ อ้างว่า “ คดีไม่เข้าหลักเกณฑ์ ” แค่คุณเสวก และกองปราบฯ พูดออกมา คุณเสวก และกองปราบฯ ก็ผิดแล้ว “ อาญา มาตรา 157 ข้อหาละเว้น หรือข้อหาเลือกปฏิบัติ ” , “ อาญา มาตรา 200 ข้อหาเจ้าพนักงานกระทำการในตำแหน่งโดยมิชอบ หรือข้อหาเจ้าพนักงาน กระทำการ หรือไม่กระทำการอย่างใดๆ เพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใด มิให้ต้องรับโทษ หรือรับโทษน้อยลง ”
ประเด็นที่ 6 ในส่วนของคุณศรินทิพย์ และลูกชาย ไปดู
“ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ”
“ พรบ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 8 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำการนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ”
“ กฎหมายแพ่ง มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ”
ประเด็นที่ 7 ถ้าลูกชายของคุณศรินทิพย์ อายุยังไม่เกิน 20 ปี ตำรวจหรือชุดสืบมีความผิด
“ พรบ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้ “ ทารุณกรรม ” การกระทำ หรือละเว้นการกระทำด้วยประการใดๆ จนเป็นเหตุให้เด็กเสื่อมเสียเสรีภาพ หรือเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ การกระทำผิดทางเพศต่อเด็ก การใช้เด็กให้กระทำหรือประพฤติในลักษณะที่น่าจะเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือศีลธรรมอันดี ทั้งนี้ ไม่ว่าเด็กจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ”
“ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 27 ” ก็ชัดเจน ว่า “ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้ ”
“ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 71 ” ก็ชัดเจน ว่า “ รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรง หรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟู และเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว ”

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2563

หมายเรียกผู้ต้องหา ส่งทางไปรษณีย์ ได้หรือไม่ ?

หมายเรียกผู้ต้องหา ส่งทางไปรษณีย์ ได้หรือไม่ ?
เมื่อวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562 พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร โทรศัพท์มาหาผม ถามว่า กรณีที่บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) แจ้งความดำเนินคดีกับผมและคุณวิภาคฯ ข้อหา หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในวันที่ 6 ตุลาคม นี้ ผมและคุณวิภาคฯ จะมาพบตามหมายเรียกไหม ? แล้วจะทำหนังสือเลื่อนการขอเข้าพบไหม ?
ผมตอบว่า ไม่ไป ไม่ทำหนังสือขอเลื่อน เพราะการส่งหมายเรียกผู้ต้องหา ทางไปรษณีย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย !
ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 55 “การส่งหมายเรียกแก่ผู้ต้องหา จะส่งให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่สามีภรรยา ญาติหรือผู้ปกครองของผู้รับหมายแทนนั้นไม่ได้” และมาตรา 56 “เมื่อบุคคลที่รับหมายเรียกอยู่ต่างท้องที่กับท้องที่ซึ่งออกหมาย เป็นหมายศาลก็ให้ส่งไปศาล เป็นหมายพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้ส่งยังพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่มีอำนาจออกหมายเรียก ซึ่งผู้ที่ถูกเรียกอยู่ในท้องที่ เมื่อศาลหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจได้รับหมายเช่นนั้นแล้ว ก็ให้สลักหลังหมายแล้วจัดการส่งให้แก่ผู้รับต่อไป”
จากบทกฎหมายดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การส่งหมายเรียกผู้ต้องหา ให้ส่งให้กับผู้ต้องหา โดยตรง หรือส่งให้กับสามีภรรยา ญาติ หรือผู้ปกครองของผู้รับหมายแทน ถ้าเป็นการออกหมายเรียกผู้ต้องหา ไปยังต่างท้องที่ ก็ต้องให้เจ้าของท้องที่สลักหลังหมายเพื่อส่งให้แก่ผู้ต้องหา ไม่มีบทกฎหมายใดให้อำนาจพนักงานสอบสวนหรือตำรวจส่งหมายเรียกผู้ต้องหาทางไปรษณีย์ได้ เพราะพนักงานไปรษณีย์ไม่ใช่พนักงานสอบสวนหรือตำรวจ อีกทั้ง ผมอยู่ในท้องที่ สน.โชคชัย คุณวิภาคฯ อยู่ในท้องที่ สภ.ห้วยงู จ.ชัยนาท ไม่ได้อยู่ในท้องที่สน.สุทธิสาร หากจะส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ผมและคุณวิภาคฯ ต้องให้ สน.โชคชัย และ สภ.ห้วยงู สลักหลังหมายเสียก่อน การส่งหมายเรียกทางไปรษณีย์ มีได้เฉพาะศาลเท่านั้น เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้ ในกรณีนี้พนักงานไปรษณีย์มีผลเสมือนเจ้าพนักงานศาลเป็นคนส่ง
ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ผมและคุณวิภาคฯ ทางไปรษณีย์ จึงเป็นการส่งหมายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งพนักงานสอบสวนส่วนใหญ่จะใช่วิธีนี้ โดยส่งหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง หากผู้ต้องหาไม่มา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็จะขอศาลออกหมายจับ ทำให้ผู้ต้องหาต้องถูกออกหมายจับและได้รับความเสียหาย การกระทำของพนักงานสอบสวนดังกล่าวทำกันมาแบบผิด ๆ มาโดยตลอด ทำให้ประชาชนเดือดร้อน อาศัยความสะดวกสบายเข้าว่า ไม่สนใจและปฎิบัติตามกฎหมาย กระทำความผิดเสียเอง ควรที่จะมีการปฏิรูประเบียบเกี่ยวกับการส่งหมายเรียกผู้ต้องหาให้ถูกต้องได้แล้ว เพราะตำรวจคือ กระบวนการต้นน้ำ หากต้นน้ำขุ่น กลางน้ำ กับปลายน้ำ จะใสสะอาดได้อย่างไร ?
การกระทำของพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ดังกล่าวเป็นความผิดทั้งวินัย และ ป.อาญา มาตรา 157
พรุ่งนี้ ผมจะจัดการกับพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ท่านนี้ เพื่อมิให้เป็นเยื้องอย่าง พนักงานสอบสวนคนอื่น ๆ ก็ควรระมัดระวังด้วยน่ะครับ ผมเตือนด้วยความหวังดี ไม่ได้ขู่ !!!
นี้ยังไม่เกี่ยวกับการออกหมายเรียกผู้ต้องหา โดยยังไม่รวบรวมพยานหลักฐานให้ดีเสียก่อน ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 131 และ. 134 วรรคสอง น่ะ รับฟังแต่คำให้การผู้กล่าวหา หรือผู้เสียหาย อย่างเดียว แล้วออกหมายเรียกผู้ต้องหาเลย เดี๋ยวนี้กฎหมายพัฒนาไปไกลแล้ว ไม่ทราบว่า ได้อ่านกันหรือเปล่า !
พรุ่งนี้ผมจะจัดการพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร จะทำให้สะเทือนทั้งอำเภอ (สน.) !
แล้วเจอกัน !!!
ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช
(ทนายกระดูกเหล็ก)

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2563

การที่บุกรุกเข้าไปในบ้านเขาเพื่อจะตรวจเยี่ยว ทำได้ไหม**

📌 เจอแบบนี้ ทำอะไรได้บ้าง
สวัสดีครับท่าน เมื่อเย็นวันที่ 16 เมษายน 2563 เวลา 9:00 น ผมได้ฟังการไลฟ์สดของคุณเกรียงไกรนะครับ โดยได้พูดคุยกับผู้เสียหาย ในคดีความผิดฐาน ในเรื่องเกี่ยวกับ มีคนบุกรุกเข้าไปในบ้านเขา 5 คน โดยที่ไม่อีร้าค่าอีรัง กูเข้าไปเลย ถามว่าการกระทำของเขา มันชอบด้วยกฎหมายไหมและผิดกฎหมายฐานใดบ้าง เท่าที่คุณได้ดูคลิป คุณลองคิดดูซิว่า มีความผิดแค่บุกรุกเหรอ? ไม่ใช่นะครับ ผมเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อน ผมเห็นคดีเหล่านี้เยอะ ผมจะแจ้ง ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนะครับ
**ถามว่าการกระทำของกระทาชายทั้ง 5 คน บุคคลทั้ง 5 คน มันมีความผิดฐานใหนบ้าง ในการที่บุกรุกเข้าไปในบ้านเขาเพื่อจะตรวจเยี่ยว ทำได้ไหม**
ก่อนอื่นผมขอทำความเข้าใจก่อนว่า การที่จะขอหมายศาล เพื่อขอไปทำการตรวจค้น เพื่อตรวจเยี่ยวเขา มันทำไม่ได้หรอกครับ ไม่มีศาลไหนเขาออกให้หรอก มันไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอะไร และพนักงานสอบสวนก็คงจะไม่อุตริไปขอหมายศาลหรอกนะ เรื่องเหล่านี้ ต้องรอให้เขาออกมาครับ แล้วคุณจะตรวจเยี่ยวตรวจอะไรก็เป็นเรื่องของคุณ แต่การที่บุกรุกเข้าไปในเคหสถานในลักษณะนี้ ทำได้ไหม และการกระทำของเขามีความผิดฐานใดบ้าง ผมจะมาเรียงร้อยถ้อยคำให้คุณฟัง
🔴 กระทงที่ 1 การกระทำของชายทั้งห้า มีความผิดฐานเป็น "ซ่องโจร" นะครับ คือมีการสมคบกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เพราะผู้หญิงคนนี้บอกว่ามีชาย 5 คน ก็เป็นเรื่องของการสมคบกันมาแล้วว่า จะบุกรุกเข้าไปในบ้านหลังนี้ เพื่อจะไปตรวจเยี่ยวเขา ซึ่งการบุกรุกนั้นเป็นความผิดตามมาตรา 364 และมาตรา 365 (2) ใน (2) คือบุกรุกเกินกว่า 2 คนขึ้นไป นี่มัน 5 คน มันเข้าองค์ประกอบในมาตรา 210 คือความผิดฐานเป็น "ซ่องโจร" ชัดๆเลยนะครับ
🔴 กระทงที่ 2 มีความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 และมาตรา 365 คือเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา บุกรุกเข้าไปในบ้านเขา เขาหวงห้ามแล้ว เป็นที่หวงห้ามนะครับ เป็นบริเวณเคหสถาน เพราะเขาร้อมรั้วไว้ และไม่ได้อนุญาตให้ใครเข้ามาได้ง่ายๆนะครับ ต้องขออนุญาตจากเขาก่อน การที่เขาจะขายแตงโม เขาจะขายนอกบ้าน เพราะฉนั้นการที่คุณทั้งห้าคนบุกรุกเข้าไป มีความผิดตามมาตรา 364 มาตรา 365 (2) โทษหนักนะครับ
🔴 กระทงที่ 3 มีความผิดต่อเสรีภาพ โดยการยื้อยุดฉุดกระชากกระทาชายคนที่ถูกตรวจเยี่ยว มึงมีสิทธิ์อะไรไปยื้อยุดฉุดกระชากตัวเขา การกระทำของตำรวจคนนี้หรือจะไม่ใช่ตำรวจ ผมก็ไม่รู้นะ มีความผิดต่อเสรีภาพครับ ถามว่าพวกคนอื่นจะมีความผิดด้วยไหม อันนี้คงไม่ใช่ คงจะเป็นตัวคนนั้นที่ฉุดกระชากลากจูงเขา มีความผิดต่อเสรีภาพตามมาตรา 309 คือข่มขืนใจผู้กระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด เกี่ยวกับเสรีภาพ มีความผิด และมันไปเข้ามาตรา 309 วรรค 2 คือกระทำตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป มันโทษหนักขึ้น นอกจากนี้ยังมีความผิดตามมาตรา 310 คือความผิดต่อเสรีภาพ หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นให้ปราศจากสิทธิ์เสรีภาพในร่างกาย จากการกระทำความผิดฐานนี้ มันเป็นกรรมเดียวกับมาตรา 309 ก็ต้องระวางโทษตามมาตรา 309 วรรค 2 นะครับซึ่งเป็นโทษหนัก หนักกว่า 310 นะครับ
🔴 กระทงที่ 4 มีความผิดฐานหมิ่นประมาทนะครับ เป็นการหมิ่นประมาททำให้เขาได้รับความอับอายขายขี้หน้า เป็นการสบประมาท ดูถูกเหยียดหยามเขา ตามมาตรา 310 อันนี้มีความผิดตรงๆ เลยครับ และเป็นการโฆษณาด้วย มีความผิดตามมาตรา 326 และมาตรา 328 โดยการโฆษณาเพราะชาวบ้านแถวนั้นมาดูกัน และเห็นกันหมด เป็นการโฆษณาให้เขาได้รับความอับอายขายหน้า
🔴 กระทงที่ 5 มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามมาตรา 391 เป็นความผิดลหุโทษ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่า ชายคนที่ถูกตรวจเขาถูยื้อถูกกระชาก จะมีบาดแผลอะไรไหม ถ้ามีบาดแผลอะไรไหม มันก็เป็นความผิดตามมาตรา 395 ทำร้ายร่างกายผู้อื่น
🔴 กระทงที่ 6 ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวด้วยการขู่เข็ญตามมาตรา 362 แห่งความผิดลงโทษ
🔴 กระทงที่ 7 มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผมว่าในนั้นต้องมีเจ้าพนักงานอยู่แล้วล่ะ อาจจะคน 2 คนหรือ 3 คนก็แล้วแต่ หรือทั้งหมด ถ้าทั้งหมดก็เป็นตัวการทั้งหมด แต่ถ้าเกิด 2 คน 3 คนที่มันก็จะเป็นตัวการเฉพาะ 2 คนนั้นส่วนคนนอกนั้นนะครับ ที่ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน อาจจะเป็นอาสาตำรวจหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็จะมีความผิดฐานใดผู้สนับสนุน ต้องระวางโทษ 2 ใน 3 ตามมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
อันนี้ผมก็จะพูดรวบรัดให้ท่านฟัง ว่ามีข้อหาอะไรบ้าง ที่จะต้องโดน เวลาไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ก็เล่าข้อเท็จจริงให้เขาฟังแล้วก็ให้พนักงานสอบสวน ปรับบทกฎหมาย ถ้ามันขาดตกบกพร่องไปจากนี้คุณก็แจ้งก็ได้นะครับ ให้เขาแจ้งข้อหาให้เขาลงให้ครบนะครับ เมื่อจะดำเนินคดี ก็ดำเนินคดีให้ครบตามที่ผมกล่าวไว้นี้ ตามประสบการณ์ที่ผมเคยมี ขอบคุณมากครับสวัสดีครับ

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2563

#ฉี่สีม่วงเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยว่าอาจเสพEP2

โพสก่อนนั้นเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยมาตรา ๕๘/๑
วันนี้จะพามาชี้ช่องให้เห็นตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยมาตรา ๑๔ทวิ คือ
- ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบ #ในเบื้องต้น แล้วพบว่าบุคคลนั้น #อาจเป็นผู้เสพยาเสพติดให้โทษ ให้เจ้าพนักงาน......จดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ ภูมิลำเนา หรือสถานที่อยู่ที่สามารถจะ #เรียกตัวหรือออกหมายเรียก มาเพื่อดำเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผล แล้วพบว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย (ตามประกาศในข้อ ๖)
- ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบ #ในเบื้องต้น เมื่อพบว่าเป็นบวกให้ปิดเป็นความลับและให้เจ้าพนักงาน....... นำขวดปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นปิดให้สนิท พร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาวโดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจหรือทดสอบกำกับไว้และเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทำการตรวจหรือทดสอบรีบส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เรื่อง กำหนดสถานตรวจพิสูจน์ หรือโรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ #เพื่อตรวจยืนยันผล (ตามประกาศในข้อ ๗)
- เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับขวดปัสสาวะตามข้อ ๗ และได้ดำเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ดังต่อไปนี้
(๑) กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่ม MDMA (ยาอี) เมื่อตรวจพบว่ามีสารดังกล่าวอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ขึ้นไป
.....
(ตามประกาศในข้อ ๘)
================
จะเห็นได้ว่าทั้งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษก็ดี หรือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษก็ดี ได้กำหนดวางหลักเกณฑ์การตรวจปัสสาวะบุคคลใดว่ามีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่เอาไว้เป็นแนวทางเดียวกันคือ
ตรวจเบื้องต้น แล้วผลเป็นบวกเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยว่าอาจเสพ จะต้องบันทึกชื่อที่อยู่เอาไว้ เก็บตัวอย่างปัสสาวะปิดผลึกให้แน่นลงชื่อผู้ตรวจและผู้รับการตรวจกำกับเอาไว้ที่ผลึก แล้วส่งไปตรวจยืนยันผลยังสถานที่กฎหมายกำหนดเอาไว้ เมื่อมีการตรวจยืนยันผลแล้วแล้วว่ามี แอมเฟตามีนเกินกว่า ๑ ไมโครกรัม หรือ ๑๐๐๐ นาโนกรัม ต่อมิลลิลิตร ค่อยตกเป็นผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีต่อไป