หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565

#ถ้าไม่พบเห็น การกระทำความผิด.. จะเรียกให้หยุดเพื่อขอดูใบขับขี่.. เพื่อตรวจค้น.. เพื่อตรวจปัสสาวะ.. เพื่อเป่าทดสอบเมาแล้วขับ.. หรือเพื่อตรวจสภาพรถ ไม่ได้..

 

#ถ้าไม่พบเห็น การกระทำความผิด.. จะเรียกให้หยุดเพื่อขอดูใบขับขี่.. เพื่อตรวจค้น.. เพื่อตรวจปัสสาวะ.. เพื่อเป่าทดสอบเมาแล้วขับ.. หรือเพื่อตรวจสภาพรถ ไม่ได้..
เว้นแต่..
มีเหตุอันควรเชื่อว่า คนขับไม่อยู่ในสภาพขับได้ เช่น ขับรถเป๋ไปมาเพราะง่วง หรือเมาสุรา..
มีอำนาจเรียกให้รถหยุดเพื่อทดสอบการเมาสุราได้ ..
ถ้าพบว่าเมาสุรา.. จะขอดูใบขับขี่ หรือจับกุมดำเนินคดีก็ได้..
ตั้งแต่วันที่ 20 กย.62 เป็นต้นไป..
#เมื่อพบเห็น การกระทำความผิดฐาน ฝ่าไฟแดง, ห้ามแซง, ห้ามจอด, ขับเร็วเกิน, ไม่รัดเข็มขัดฯ..
ตำรวจจราจรมีอำนาจเรียกให้หยุดได้.. ขอดูใบขับขี่ได้.. จับได้.. จับแล้วไม่ปรับ แต่ว่ากล่าวตักเตือนแล้วปล่อยตัวไป ได้.. หรือจับแล้ว ออกใบสั่งให้ไปชำระค่าปรับก็ได้..
.. แต่ตำรวจจราจรไม่มีอำนาจยึดใบขับขี่ไว้เพื่อให้ไปเสียค่าปรับ..(ม.140)
เว้นแต่ คนขับขาดคุณสมบัติ หรือรถ หรือผู้ขับอยู่ในสภาพที่จะขับไปได้โดยปลอดภัย.. เช่น เมาแล้วขับ..
แบบนี้ จะยึดใบขับขี่ตัวจริง หรือไม่ยึดใบขับขี่.. แต่บันทึกการยึดด้วยวิธีการทาง อิเล็คทรอนิกส์แทนก็ได้..
นอกจากนี้ ถ้าตำรวจจราจรขอดูใบขับขี่.. ผู้ขับขี่จะแสดงใบขับขี่ตัวจริง.. หรือจะให้ดูรูปภาพใบขับขี่ที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือแทนก็ได้..
#ถ้าไม่พบเห็น การกระทำความผิด.. จะเรียกให้หยุดเพื่อขอดูใบขับขี่.. เพื่อตรวจค้น.. เพื่อตรวจปัสสาวะ.. เพื่อเป่าทดสอบเมาแล้วขับ.. หรือเพื่อตรวจสภาพรถ ไม่ได้..
เว้นแต่..
มีเหตุอันควรเชื่อว่า คนขับไม่อยู่ในสภาพขับได้ เช่น ขับรถเป๋ไปมาเพราะง่วง หรือเมาสุรา..
มีอำนาจเรียกให้รถหยุดเพื่อทดสอบการเมาสุราได้ ..
ถ้าพบว่าเมาสุรา.. จะขอดูใบขับขี่ หรือจับกุมดำเนินคดีก็ได้..

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2565

#ไม่อยากให้ตำรวจที่ถือบัตรเจ้าพนักงานปปส.ละเมิด โปรดอ่านให้จบ

 

ส่วนราชการ ภ๖ ที่ ๐๐๒๑(ศอ. ปส ภ๖)/๓๔๓
เรื่อง แนวทางการดําเนินการคดีผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ตามประมวลกฎหมายยาเสพ
เรียน ผบก.ภ.จว.ในสังกัด ภ.๖ และ สส.ภ.5
ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.๒๕๖๔ มีผลใช้บังคับในวันที่ ๕ พ.ย.๒๕๖๔ เป็นต้นไป นั้น
เพื่อให้การดําเนินการคดีผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดตามกฎหมายดังกล่าว ก่อนที่จะมีข้อกําหนดที่ระบุ รายละเอียดในกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องออกมา เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้ท่านแจ้งข้าราชการ ตํารวจในสังกัดดําเนินการดังนี้
๑.กรณีตรวจพบบุคคลซึ่งเสพยาเสพติด และไม่ปรากฏว่าผู้นั้น มีพฤติการณ์ ดังนี้ (มาตรา ๑๑๔)
๑.๑ เป็นผู้ต้องหาหรืออยู่ระหว่างถูกดําเนินคดีในความผิดอื่นซึ่งเป็นความผิดที่มีโทษจําคุก
๑.๒ อยู่ในระหว่างรับโทษจําคุก ตามคําพิพากษาของศาล
๑.๓ มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคม
๑.๔ มีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นหรือสังคมที่เกิดจากโรคทางจิตและประสาท หรืออาการที่เกิดจากฤทธิ์ของยาเสพติดที่ใช้ และบุคคลนั้น สมัครใจเข้ารับการบําบัดรักษา โดยให้เจ้าหน้าที่ตํารวจ มีหน้าที่ และอํานาจ ดังนี้ (มาตรา ๑๑๕)
(๑) ทําการตรวจหรือค้นบุคคลที่มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าเสพยาเสพติด
(๒) ยึดยาเสพติตจากผู้ครอบครองยาเสพติด
(๓) ตรวจหาสารเสพติด โดยมีเหตุผลอันควรเชื่อว่ามีพฤติการณ์เป็นผู้เสพ
(๔) ให้ผู้ตรวจพบทําบันทึกข้อมูล แบบ ต.๑ ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ให้โทษเรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติดให้ โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๖๔ ลง ๑๖ พ.ย.๖๔
(๕) สอบถามความสมัครใจและให้ลงนามสมัครใจหรือไม่สมัครใจเข้ารับการบําบัดรักษา
(๖) เพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามข้อ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) และเพื่อส่งตัวผู้นั้นไปยัง ศูนย์คัดกรองหรือสถานพยาบาลยาเสพติด จะให้บุคคลนั้นอยู่ในความดูแลเป็นการชั่วคราวได้ แต่ต้องไม่เกิน ๒๔ ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลนั้นมีสารเสพติดในร่างกาย
(๗) รวบรวม ข้อมูล หลักฐาน บันทึก ต่างๆ ที่เก็บไว้ ตามข้อ (๑) (๒) (๓) (๔),(๕) (๖) นําส่ง พนักงานสอบสวนเพื่อเก็บไว้ โดยให้พนักงานสอบสวนตั้งเป็นสํานวนผู้เสพ เพื่อเป็นหลักฐานในกรณีที่จําเป็นจะต้อง ดําเนินคดีกับบุคคลนั้นภายหลัง
(๘) ให้ทุก สภ.จัดทําสมุดคุมผู้เสพที่สมัครใจบําบัดไว้ ให้มีข้อมูลรายละเอียด ตามแบบ รายงานที่แนบ เพื่อนํามาใช้สําหรับตรวจสอบและควบคุมคดีผู้เสพ/ผู้บําบัด
(๙) กรณีที่ผู้ที่ถูกตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ ไม่สมัครใจเข้ารับการบําบัดรักษา ให้เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจพบ ทําบันทึกผลการตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะเบื้องต้น โดยให้มีรายละเอียดเพื่อให้ทราบ ข้อมูล ประวัติส่วนตัว ที่อยู่ อาชีพ รายได้ พฤติการณ์โดยสังเขป และให้ผู้ที่ถูกตรวจพบสารเสพติดในร่างกาย มาลง ประจําวันเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ให้พนักงานสอบสวนเวรรับเลขคดี และดําเนินการดังต่อไปนี้
๑) ไม่มีการควบคุมตัว ผู้ที่ถูกตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะ และเมื่อได้ดําเนินการตาม ขั้นตอนการซักถามแล้วเสร็จ ให้พนักงานสอบสวนสอบถามช่องทางการติดต่อเพื่อนัดหมายให้มาพบ เมื่อได้รับผล ตรวจยืนยัน
๒) น้ําปัสสาวะส่งตรวจ เพื่อยืนยันผลตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อผลตรวจยืนยัน พบว่าเป็นยาเสพติด ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากับผู้ต้องหา และมีความเห็นควรสั่งฟ้องไป
๓) หากผลตรวจไม่พบสารเสพติด ให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง
๔) เหตุผล หากไม่รับเลขคดี จะทําให้เกิดความล่าช้าในชั้นสอบสวน เนื่องจากไม่มีการ ติดตามผลตรวจ มาเพื่อสั่งคดีต่อไป หรือกรณีที่ได้รับผลตรวจมาแล้ว แต่พนักงานสอบสวนไม่ยอมทําคดีต่อ เนื่องจาก ไม่มีการตรวจสอบควบคุมสํานวนคดี เมื่อไม่ได้รับเลขคดีไว้
๒.กรณีตรวจพบผู้ขับขี่ยานพาหนะเสพยาเสพติด (ขับเสพ) ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจดําเนินการดังนี้
๒.๑ ให้ผู้ตรวจพบทําบันทึกข้อมูล แบบ ต.๑ ตามประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ให้โทษ เรื่อง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมียาเสพติด ให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔ ลงวันที่ ๑๖ พ.ย.๖๔
๒.๒ จัดเก็บปัสสาวะ ตามแนวทางที่กฎหมายกําหนด เพื่อเตรียมส่งตรวจพิสูจน์
๒.๓ ให้บุคคลที่ถูกตรวจพบ ไปลงประจําวัน โดยละเอียดเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง แจ้งให้ พนักงานสอบสวนเวรทราบ เพื่อรับเลขคดี เนื่องจากอาจมีผลกรณีส่งปัสสาวะไปตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ ถ้าไม่มี เลขคดี ทางศูนย์วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถเบิกค่าตรวจได้ (ซึ่งจะเป็นภาระของผู้ส่งตรวจ จะต้องออกค่าใช้จ่ายในการ ตรวจสารเสพติดเอง) หากผลการตรวจพบสารเสพติดตั้งแต่ ๑ ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ให้พนักงานสอบสวนเรียกตัว ผู้ต้องหามาแจ้งข้อหา แล้วมีความเห็นควรสั่งฟ้อง หากผลตรวจไม่พบหรือพบสารเสพติดไม่ถึงปริมาณ ๑ ไมโครกรัม/ มิลลิลิตร ให้สังไม่ฟ้อง และให้สอบถามความสมัครใจเข้ารับการบําบัด เพื่อดําเนินการตาม ข้อ ๑
๒.๔ กรณีบุคคลที่ถูกตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะขณะขับขี่ยานพาหนะ ไม่มาตามนัดหมาย ของ พนักงานสอบสวน ให้ดําเนินการ ออกหมายเรียก และ ขออนุมัติหมายจับ ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
๓.กรณีจับกุมบุคคล พร้อมของกลางยาเสพติด(ยาบ้า)ไม่ถึง ๑๕ หน่วยการใช้ (เม็ด ตรวจปัสสาวะผู้ครอบครองยาเสพติด พบเป็นผลบวก ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้เสพ โดยแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษ ประเภทที่ ๑ (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อเสพ เว้นแต่จะมีหลักฐานและปรากฏว่าบุคคลดังกล่าว มีพฤติการณ์ เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดย เป็นผู้ที่มีประวัติเป็นผู้ค้า หรือมีรายงานประกอบอื่นว่าเป็นผู้จําหน่ายยาเสพติด ให้พิจารณา แจ้งข้อกล่าวหาโดยใช้ดุลพินิจตามข้อกฎหมายอย่างเหมาะสม เป็นธรรม
๔. ประเด็นปัญหาบางพื้นที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมตรวจพบผู้เสพยาเสพติด หรือ มียาเสพติดใน ครอบครอบเพื่อเสพ และบุคคลนั้นสมัครใจขอเข้ารับการบําบัดรักษา โดยศูนย์คัดกรอง หรือสถานพยาบาลยาเสพติด บางแห่ง เมื่อเจ้าหน้าที่นําตัวส่งโรงพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่ และโรงพยาบาลดังกล่าวตรวจข้อมูลเบื้องต้นพบว่า บุคคล ดังกล่าวเคยได้เข้ารับการบําบัด ตามคําสั่ง คสช.ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ มาแล้วหนึ่งครั้ง จึงไม่ยอมรับเข้าบําบัดตาม ขั้นตอน กระบวนการ
๔.๑ ควรให้เจ้าหน้าที่ตํารวจที่ตรวจพบผู้เสพเบื้องต้นดังกล่าว มาลงรายละเอียดประจําวันไว้ กรณีเหตุผลที่โรงพยาบาลไม่ยอมรับตัวผู้ต้องหา
๔.๒ ให้ หน.สถานีตํารวจ ทําหนังสือถึง ผอ.โรงพยาบาลฯ เพื่อส่งตัวผู้ต้องหาที่สมัครใจเข้า บําบัด โดยให้ อ้างข้อกฎหมายว่าคําสั่ง คสช.ฉบับที่ ๑๐๘/๒๕๕๗ เรื่องปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยว่ากระทําความผิดตาม กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดเพื่อเข้าสู่การบําบัดฟื้นฟู และการดูแลผู้ผ่านการบําบัดฟื้นฟู ได้ถูกยกเลิกตามประมวล กฎหมายยาเสพติด พ.ศ.๒๕๖๔ มาตรา ๔๔๒๑) ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจที่ตรวจพบผู้เสพ เบื้องต้นจึงมีอํานาจส่งตัว ผู้ต้องสงสัยเข้าบําบัด ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.๒๕๖๔ มาตรา ๑๑๔

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ

 

“การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ..”
หลายคนถามว่า.. ถ้าเราลบภาพถ่าย คลิปเสียง ข้อความที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์มือถือแล้ว ล้างถังขยะไปแล้ว.. จะกู้คืนกลับมาได้มั้ย..
คำตอบคือ.. ได้ครับ..
สำหรับเจ้าของข้อมูล หรือคนอื่นที่รู้รหัสผ่าน.. และถ้ามีการสำรองข้อมูลไว้ในระบบ cloud.. ก็กู้ดึงกลับมาได้.. ทำเองได้ที่บ้าน หรือให้ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ทำให้..
สำหรับช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ หรือคนมีความรู้ ถ้าไม่ได้สำรองไว้.. ก็ดาวน์โหลดแอพ โปรแกรมสำหรับกู้ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เนตมาใช้ได้..
แต่ข้อมูลเชิงลึก เช่น ที่ได้ ฟอร์แมทเครื่องแล้ว หรือซ้อนทับหลายชั้น หรือซ่อนปิดบังไว้ หรือเสียงพูดคุยโทรศัพท์ที่เครื่องหรือระบบบันทึกไว้เอง..
คนทั่วไปอาจกู้คืนโดยใช้แอพที่หาได้ง่ายเหล่านั้น ไม่ได้..
เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจชุดปราบปรามความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี.. ฝ่ายสืบสวนกลาง..
ตำรวจฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน.. ปปส. ดีเอสไอ.. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์.. หรือสถาบันการศึกษาที่สอนวิศวะคอมพิวเตอร์..
จะมีแอพ หรือโปรแกรมที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้..
เป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อมูล และกู้คืนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ..
มีชื่อทางการค้า ที่นิยม คือ Cellebrite, XRY, Encase, FTK
มีทั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับต่อเข้ากับฮาร์ดิส หรือระบบของเครื่องเป้าหมาย..
มีทั้ง อยู่ในรูปแบบของกระเป๋าหิ้ว สะดวกในการพกพาเอาไปใช้นอกสถานที่ เพียงแค่เสียบสายสัญญานเชื่อมต่อกัน..
สามารถเปิดเผยข้อมูลที่เจ้าของแอบซ่อนอยู่... เช่น ไฟล์ภาพ..
ดึงข้อมูลที่ระบบบันทึกเก็บไว้โดยเจ้าของไม่รู้ ออกมาได้.. เช่น เสียงคุยโทรศัพท์..
กู้ข้อมูลที่ลบ หรือล้างออกจากเครื่องไปแล้ว ขึ้นมาดูใหม่ได้..
อย่าถามผมนะครับว่า.. จะหาแอพ หรือเครื่องมือเหล่านี้ได้เองจากไหน.. ขอให้ตำรวจเขากู้ให้ได้ไหม..
ผมไม่ขอตอบ และไม่ทราบครับ ผมแค่มาให้ข้อมูลความรู้แก่สังคมเท่านั้น..
ปัจจุบัน ในการขอตรวจข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ..
ทางปฏิบัติ ตำรวจจะให้เจ้าของเครื่อง ลงนามยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลในเครื่อง และสมัครใจมอบเครื่องไว้ให้ตำรวจเอาไปตรวจสอบ..
เทียบได้กับ ความยินยอมให้ค้นบ้าน.. ความยินยอมให้ค้นตัว.. ความยินยอมเป่าตรวจแอลกอฮอล์.. ความยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด..
เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิร้องขอความยินยอมเหล่านั้นได้..
แต่ผู้ถูกขอตรวจ ก็มีสิทธิจะให้ความยินยอม หรือไม่ยอมให้ ก็ได้..
ถ้ายินยอมให้โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ถูกข่มขู่ หรือหลอกลวง หรือให้สัญญาใดๆ.. ตำรวจก็มีสิทธิตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล..
และตรวจลมหายใจ และปัสสาวะได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ..
ข้อมูลที่ได้ ก็เป็นพยานหลักฐานที่ศาลจะรับฟังลงโทษจำเลยในคดีได้..
แต่ถ้าให้ความยินยอมแบบมีขอบเขตของเวลา และสถานที่.. อำนาจของตำรวจผู้ค้น ก็มีเพียงนั้น..
เช่น ยอมให้ค้นบ้านได้ 15 นาที..
ยอมให้ค้นบ้านได้หมด ยกเว้นห้องนอน..
ยอมให้ค้นกระเป๋ากางเกงได้ แต่ไม่ให้ค้นกระเป๋าถือ..
ยอมให้ตำรวจเข้าค้นได้แต่ 2 คน..
ยอมเป่า แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน..
ยอมให้ตัวอย่างปัสสาวะได้แค่ครึ่งหลอด..
ความยินยอมนั้น.. ยอมแล้ว ก็ยกเลิกได้ เปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา..
ถ้าเขาไม่ให้ความยินยอม.. จะบังคับได้ ตำรวจต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด เช่น..
จะค้นบ้าน ต้องมีหมายค้น..
จะค้นตัว ต้องความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุอันควรสงสัย..
จะตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ต้องมีเหตุจำเป็น และเหตุอันควรเชื่อว่าเขาเสพยา..
การลงนามยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้..
ปกติแล้ว.. เจ้าหน้าที่จะยึดโทรศัพท์มือถือในบ้านได้ ต้องมีหมายค้น.. จะยึดโทรศัพท์มือถือที่อยู่นอกบ้าน ก็มักเป็นเรื่องจับกุมในความผิดซึ่งหน้า..
นี้เป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานหรือสืบสวนในเบื้องต้น.. เพื่อยึดไว้เป็นของกลาง..
เมื่อได้ “เครื่องโทรศัพท์มือถือ” มาโดยชอบ ยึดมาเป็นของกลางแล้ว..
ถ้าจำเป็นต้องใช้แอพ หรือเครื่องมือพิเศษเพื่อจะเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ซ่อน หรือถูกลบไปแล้ว เพื่อการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน..
เช่น คลิปเสียงสนทนา.. หรือภาพถ่าย..
ก็ต้องประสานงานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพรบ. คอมพิวเตอร์ ขออนุญาตศาลเพื่อเข้าถึงข้อมูลนั้นก่อน..
ถ้าศาลอนุญาต จนได้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมาโดยชอบแล้ว.. ก็ยึด “ข้อมูล” นั้นไว้เป็นของกลางได้อีก..
ในกรณีที่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นสามารถใช้ยืนยันความผิดได้อย่างชัดเจน เช่น ภาพถ่ายจากกล้อง cctv ก็รวบรวมส่งให้อัยการเพื่อฟ้องคดี..
แต่ถ้าจำเป็นต้องพิสูจน์หลักฐานก่อน เช่น ตรวจพิสูจน์ว่า ข้อมูลเสียงของกลาง เป็นเสียงของจำเลยหรือไม่..
หรือต้องตรวจภาพถ่ายของกลาง ว่ามีการตัดต่อหรือไม่..
พนักงานสอบสวน มีอำนาจส่งให้ตำรวจฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ช่วยตรวจพิสูจน์ของกลางได้เอง โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลในการเข้าถึงข้อมูลอีก..
อยากให้เข้าใจตรงกันว่า.. ขั้นตอนการขอหมายค้นเพื่อยึดเครื่องโทรศัพท์มือถือมาเป็นของกลางนั้น..
เป็นคนละขั้นตอน กับการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลในเครื่องโทรศัพท์ของกลางนั้น..
และเป็นคนละเรื่อง กับการส่งข้อมูลในเครื่องที่ยึดไว้เป็นของกลางนั้น ไปตรวจพิสูจน์หลักฐาน..
เพราะปัจจุบัน เจ้าหน้าที่บางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า.. ทั้งหมดเป็นขั้นตอนเดียวกัน..
ถ้าขอหมายค้น จนยึดได้เครื่องโทรศัพท์มาแล้ว.. หรือจับความผิดซึ่งหน้ายึดเครื่องที่ใช้ทำผิดมาได้แล้ว ก็ใช้แอพพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลภายในได้เลย ไม่ต้องขออนุญาตศาลอีก..
หรือเข้าใจผิดไปว่า การเข้าถึงข้อมูลในเครื่องนั้น เป็นเรื่องการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่ไม่ต้องขออนุญาตศาล..
เข้าใจนะครับว่า.. เราใช้กฎหมายปวิอ. เรื่องการค้นเพื่อยึดสิ่งของกันมานาน.. จนไม่เข้าใจหลักในพรบ. คอมพิวเตอร์ที่ออกมาใหม่..
ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มีโทรศัพท์มือถือ ข้างในมีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก.. ไม่ต่างจากสิ่งของมากมายที่อยู่ในบ้าน..
มีสิทธิความเป็นส่วนตัวที่กฎหมายคุ้มครอง.. พรบ คอมฯที่ออกมา จึงเป็นบทเฉพาะในการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่กฎหมายบังคับให้ต้องขออนุญาตศาลก่อน..
เป็นหลักกฎหมายเพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน..
เป็นหลัก due process of law เป็นหลัก rule of law และเป็นหลัก นิติธรรม.. ที่เราควรต้องเคารพครับ..
ท่องไว้เลยครับ..
“จะยึดเครื่อง.. ให้ขอหมายค้น.. แต่ถ้าจะยึดข้อมูลในเครื่อง.. ต้องขออนุญาตศาลครับ..”
ด้วยความรักและห่วงใย..

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ตำรวจที่มาตั้งจุดตรวจ มีหนังสือการขออนุญาตหรือไม่

 ❌พรบ. ทางหลวง 2535 มาตรา 38 มาตรา 39 และบทกำหนดโทษ มาตรา 72 มีหลักว่า ห้ามนำสิ่งใดมาวางขวางหรือวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

❌นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่ห้ามวางของบนถนนอีก ซึ่งมีโทษทางอาญาเช่นเดียวกัน เช่น พรบ จราจรทางบก 2522 มาตรา 114 ที่มีหลักว่า ห้ามวางสิ่งใด หรือกระทำด้วยประการใดๆ ที่เป็นการกีดขวางทางจราจร เว้นแต่ได้รับอนุญาต ซึ่งตามมาตรา 148 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

.

❌พรบ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 มาตรา 19 มาตรา 57 มีหลักว่า ห้ามวางวัตถุใดๆ บนถนน หากฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 10,000 บาท

.

❌ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ผู้ใดกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของหรือกระทำด้วยประการอื่นใด ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยไม่จำเป็น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

❌ การขออนุญาต จาก ผอ.กรมทางหลวง ก็ต้องเป็นไปด้วยเหตุอันจำเป็นอย่างยิ่ง 

ส่วนการตั้งจุดตรวจเพื่อกรวดขันวินัยจราจร ตั้งทุกวัน วันละสองรอบ นั้น มันเป็นเหตุจำเป็นอย่างไร ไม่ทราบ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2565

ตรวจจับความเร็วบังคับใช้กฎหมายหรือทำให้เสียของ

 

เชื่อเถอะในเทศกาลสงกรานต์นี้ ภาพที่นำเสนอ ถือเป็นภาพที่สามารภพบเห็นบนทางหลวงเส้นทางที่ใช้กลับ ตจว.โดยทั่วไป
มาลองวิเคราะห์กฎหมาย ม๑๔๐ ที่กำลังบังคับใช้อยู่จะเห็นว่า มี"เจ้าพนักงานจราจร"ผู้ที่กำลังใช้เครื่องอุปกรณ์ตรวจจับความเร็วเพียงผู้เดียวที่จะสามารถพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความเร็ว #เพียงผู้เดียว
ม๑๔๐ วรรคแรกให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรผู้ซึ่งพบการฝ่าฝืนด้วยเครื่องอุปกรณ์มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งเพื่อให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนไปชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
กรณีที่ไม่สามารถ ปฏิบัติตามวรรคแรกได้ ให้เจ้าพนักงานจราจรที่ออกใบสั่ง #ให้นำส่งใบสั่งไปทางไปรษณีย์ตอบรับ ตามวรรคสอง ไปยังเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเพื่อให้มาชำระค่าปรับภายในระยะที่กำหนดในใบสั่งนั้น ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบที่ ผบ ตร กำหนด
ในส่วนวรรคสาม เป็นกรณีที่ไม่ทราบตัวผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืน ให้นำความในวรรคสองมาบังคับโดยอนุโลม
การตรวจจับความเร็วด้วยกล้อง(อุปกรณ์) ถือเป็นการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่สามารถทราบตัวผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืน และไม่พบตัวผู้ขับขี่ จะผูกติดใบสั่งไว้ในส่วนหน้ารถ เพื่อแสดงให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนเห็นก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะขณะที่พบด้วยอุปกรณ์นั้น รถที่ฝ่าฝืนกำลังแล่นอยู่ ไม่สามารถเรียกหยุดรถเพื่อว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งตามวรรคแรกได้
จึงต้องนำความววรคสองมาบังคับใช้โดยการนำทะเบียนรถไปตรวจสอบในระบบเพื่อทราบถึงเจ้าของรถหรือผู้ครอบครอง แล้วจึงนำส่งใบสั่งนั้นไปทางไปรษณีย์ตอบรับ
ในทางปฏิบัติ.....ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานจราจรนั้น มิได้มีการปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติที่น้อยมากในเรื่องการนำส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับ
ที่พบเห็นกันบ่อย คือการวิทยุไปแจ้งให้เจ้าพนักงานจราจรที่จุดตรวจซึ่งตั้งดักไว้ในเส้นทางข้างหน้าเรียกหยุดรถและออกใบสั่ง
ซึ่งถือเป็นเรื่อฃงที่ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เจ้าพนักงานจราจรที่จุดตรวจมิได้เป็นผู้พบการฝ่าฝืนด้วยตัวเองและเครื่องอุปกรณ์ ทราบจากการรับแจ้งทางวิทยุ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจว่ากล่าวหรือออกใบสั่ง
การออกใบสั่งลักษณะนี้ถือเป็นใบสั่งที่มิชอบ ไม่มีผลในทางกฎหมาย ผู้ขับขี่เลือกที่จะรับใบสั่งแล้วไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายได้ ไม่สามารถนำไปฟ้องคดี ด้วยการปฏิบัติมิชอบนั้นเอง
อีก ๑ วิธีการทำหน้าที่ที่เสียเปล่าของเจ้าพนักงานจราจร ที่ต้องนำมาพูดคุยกัน เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลบังคับได้จริง
มิได้มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ในระบบ #ตั๋วตำรวจ ที่จะแปลงร่างเป็น #ตำรวจสายโจร ในที่สุด