ถาดน้ำหวาน สำหรับเลี้ยง ชันโรง
ไม้ทับกล้วย14-18-28
กล่องเลี้ยงชันโรง เหมาะกับพันธ์ตัวเล็ก
กระต่ายขูดมะพร้าวแบบนั่ง
กล่องเลี้ยงชันโรงแยกน้ำหวานแบบ 2 ชั้น ขนาดA4
ฟีโรโมน ล่อชันโรง สูตรเข้มข้น
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง รวมกับขี้ชัน
หน่อกล้วยน้ำว้า ซูปเปอร์ยักษ์
ชุดล่อผึ้งโพรง ฟีโรโมนแบบสกัด+ครีมล่อผึ้ง+ไขล่อผึ้ง
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรงสูตรเข้มข้น
ฟีโรโมน ล่อชันโรง (เกรดพรีเมี่ยม)
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง
ชิงช้าไม้จากไม้บ้านเก่าอายุ 50 ปี
กล่องเลี้ยงชันโรงแบบ2ชั้น
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรงสูตรหมัก+ไขล่อผึ้งโพรง
สโม๊กเกอร์พ่นควัน
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรง 20 ซีซี+ไขล่อผึ้งโพรงแท้ 1 ก้อน
ไขล่อผึ้งโพรง สูตรเข้มข้น
กล่องเลี้ยงชันโรง แบบ 3 ชั้น
Debug Card (2หลัก) ดีบักการ์ด
พระสมเด็จวัดระฆัง งานพิมพ์มือ แจกงานบุญ
กล่องเลี้ยงผึ้ง
กล่องชันโรง “สวนราชินี” รุ่น A4 -3 ชั้น
กล่องเลี้ยงชันโรง ขนาด เอ4 สูง 4 นิ้ว

หน้าเว็บ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

ชิงช้าไม้เนื้อแข็ง
กล่องเลี้ยงชันโรง แบบ 2 ชั้น ขนาด A4
ฟีโรโมนล่อชันโรง
กระต่ายขูดมะพร้าวหนาพิเศษ
ม้านั่งไม้เนื้แแข็ง
ถาดน้ำหวานสำหรับชันโรง
สมุนไพรแพะหงี่แห้ง
หน่อกล้วยตานี
ฟีโรโมนฉีดล่อชันโรง
กล่องเลี้ยงชันโรง
กล่องเลี้ยงผึ้งโพรง
หน่อกล้วยพระราชทาน
กาพ่นควันผึ้ง สโมคเกอร์
Inverter testerSP8030- SM852B
ไขผึ้งสำหรับผึ้งโพรงไทย
ไม้ทับกล้วยปิ้ง14-16
ขี้ชันแท้ 100% สำหรับล่อชันโรง
ฟีโรโมน ฉีดกล่องเลี้ยงชันโรง
ฟีโรโมนล่อผึ้งโพรง
ชุดฟีโรโมนและไขล่อผึ้งโพรงไทย
กล่องเลี้ยงชันโรง ขนาด 5 ชั้น แยกรัง
ขาตั้งกล่องเลี้ยงผึ้ง
ขาตั้งกล่องชันโรงไม่มีกล่อง
กล่องเลี้ยงชันโรง 2ชั้น

วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ

 

“การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวในโทรศัพท์มือถือ..”
หลายคนถามว่า.. ถ้าเราลบภาพถ่าย คลิปเสียง ข้อความที่อยู่ในเครื่องโทรศัพท์มือถือแล้ว ล้างถังขยะไปแล้ว.. จะกู้คืนกลับมาได้มั้ย..
คำตอบคือ.. ได้ครับ..
สำหรับเจ้าของข้อมูล หรือคนอื่นที่รู้รหัสผ่าน.. และถ้ามีการสำรองข้อมูลไว้ในระบบ cloud.. ก็กู้ดึงกลับมาได้.. ทำเองได้ที่บ้าน หรือให้ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ทำให้..
สำหรับช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ หรือคนมีความรู้ ถ้าไม่ได้สำรองไว้.. ก็ดาวน์โหลดแอพ โปรแกรมสำหรับกู้ข้อมูลที่อยู่ในอินเตอร์เนตมาใช้ได้..
แต่ข้อมูลเชิงลึก เช่น ที่ได้ ฟอร์แมทเครื่องแล้ว หรือซ้อนทับหลายชั้น หรือซ่อนปิดบังไว้ หรือเสียงพูดคุยโทรศัพท์ที่เครื่องหรือระบบบันทึกไว้เอง..
คนทั่วไปอาจกู้คืนโดยใช้แอพที่หาได้ง่ายเหล่านั้น ไม่ได้..
เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ตำรวจชุดปราบปรามความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี.. ฝ่ายสืบสวนกลาง..
ตำรวจฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน.. ปปส. ดีเอสไอ.. สถาบันนิติวิทยาศาสตร์.. หรือสถาบันการศึกษาที่สอนวิศวะคอมพิวเตอร์..
จะมีแอพ หรือโปรแกรมที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้..
เป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อมูล และกู้คืนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ..
มีชื่อทางการค้า ที่นิยม คือ Cellebrite, XRY, Encase, FTK
มีทั้งอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ สำหรับต่อเข้ากับฮาร์ดิส หรือระบบของเครื่องเป้าหมาย..
มีทั้ง อยู่ในรูปแบบของกระเป๋าหิ้ว สะดวกในการพกพาเอาไปใช้นอกสถานที่ เพียงแค่เสียบสายสัญญานเชื่อมต่อกัน..
สามารถเปิดเผยข้อมูลที่เจ้าของแอบซ่อนอยู่... เช่น ไฟล์ภาพ..
ดึงข้อมูลที่ระบบบันทึกเก็บไว้โดยเจ้าของไม่รู้ ออกมาได้.. เช่น เสียงคุยโทรศัพท์..
กู้ข้อมูลที่ลบ หรือล้างออกจากเครื่องไปแล้ว ขึ้นมาดูใหม่ได้..
อย่าถามผมนะครับว่า.. จะหาแอพ หรือเครื่องมือเหล่านี้ได้เองจากไหน.. ขอให้ตำรวจเขากู้ให้ได้ไหม..
ผมไม่ขอตอบ และไม่ทราบครับ ผมแค่มาให้ข้อมูลความรู้แก่สังคมเท่านั้น..
ปัจจุบัน ในการขอตรวจข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ..
ทางปฏิบัติ ตำรวจจะให้เจ้าของเครื่อง ลงนามยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลในเครื่อง และสมัครใจมอบเครื่องไว้ให้ตำรวจเอาไปตรวจสอบ..
เทียบได้กับ ความยินยอมให้ค้นบ้าน.. ความยินยอมให้ค้นตัว.. ความยินยอมเป่าตรวจแอลกอฮอล์.. ความยินยอมให้ตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด..
เจ้าหน้าที่ตำรวจมีสิทธิร้องขอความยินยอมเหล่านั้นได้..
แต่ผู้ถูกขอตรวจ ก็มีสิทธิจะให้ความยินยอม หรือไม่ยอมให้ ก็ได้..
ถ้ายินยอมให้โดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้ถูกข่มขู่ หรือหลอกลวง หรือให้สัญญาใดๆ.. ตำรวจก็มีสิทธิตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องมีหมายค้นจากศาล..
และตรวจลมหายใจ และปัสสาวะได้ โดยไม่ต้องมีเหตุผลใดๆ..
ข้อมูลที่ได้ ก็เป็นพยานหลักฐานที่ศาลจะรับฟังลงโทษจำเลยในคดีได้..
แต่ถ้าให้ความยินยอมแบบมีขอบเขตของเวลา และสถานที่.. อำนาจของตำรวจผู้ค้น ก็มีเพียงนั้น..
เช่น ยอมให้ค้นบ้านได้ 15 นาที..
ยอมให้ค้นบ้านได้หมด ยกเว้นห้องนอน..
ยอมให้ค้นกระเป๋ากางเกงได้ แต่ไม่ให้ค้นกระเป๋าถือ..
ยอมให้ตำรวจเข้าค้นได้แต่ 2 คน..
ยอมเป่า แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่เป็นมาตรฐาน..
ยอมให้ตัวอย่างปัสสาวะได้แค่ครึ่งหลอด..
ความยินยอมนั้น.. ยอมแล้ว ก็ยกเลิกได้ เปลี่ยนใจได้ตลอดเวลา..
ถ้าเขาไม่ให้ความยินยอม.. จะบังคับได้ ตำรวจต้องมีเงื่อนไขตามที่กฎหมายกำหนด เช่น..
จะค้นบ้าน ต้องมีหมายค้น..
จะค้นตัว ต้องความผิดซึ่งหน้า หรือมีเหตุอันควรสงสัย..
จะตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ต้องมีเหตุจำเป็น และเหตุอันควรเชื่อว่าเขาเสพยา..
การลงนามยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้..
ปกติแล้ว.. เจ้าหน้าที่จะยึดโทรศัพท์มือถือในบ้านได้ ต้องมีหมายค้น.. จะยึดโทรศัพท์มือถือที่อยู่นอกบ้าน ก็มักเป็นเรื่องจับกุมในความผิดซึ่งหน้า..
นี้เป็นขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานหรือสืบสวนในเบื้องต้น.. เพื่อยึดไว้เป็นของกลาง..
เมื่อได้ “เครื่องโทรศัพท์มือถือ” มาโดยชอบ ยึดมาเป็นของกลางแล้ว..
ถ้าจำเป็นต้องใช้แอพ หรือเครื่องมือพิเศษเพื่อจะเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ซ่อน หรือถูกลบไปแล้ว เพื่อการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน..
เช่น คลิปเสียงสนทนา.. หรือภาพถ่าย..
ก็ต้องประสานงานให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพรบ. คอมพิวเตอร์ ขออนุญาตศาลเพื่อเข้าถึงข้อมูลนั้นก่อน..
ถ้าศาลอนุญาต จนได้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมาโดยชอบแล้ว.. ก็ยึด “ข้อมูล” นั้นไว้เป็นของกลางได้อีก..
ในกรณีที่ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นสามารถใช้ยืนยันความผิดได้อย่างชัดเจน เช่น ภาพถ่ายจากกล้อง cctv ก็รวบรวมส่งให้อัยการเพื่อฟ้องคดี..
แต่ถ้าจำเป็นต้องพิสูจน์หลักฐานก่อน เช่น ตรวจพิสูจน์ว่า ข้อมูลเสียงของกลาง เป็นเสียงของจำเลยหรือไม่..
หรือต้องตรวจภาพถ่ายของกลาง ว่ามีการตัดต่อหรือไม่..
พนักงานสอบสวน มีอำนาจส่งให้ตำรวจฝ่ายพิสูจน์หลักฐาน ช่วยตรวจพิสูจน์ของกลางได้เอง โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลในการเข้าถึงข้อมูลอีก..
อยากให้เข้าใจตรงกันว่า.. ขั้นตอนการขอหมายค้นเพื่อยึดเครื่องโทรศัพท์มือถือมาเป็นของกลางนั้น..
เป็นคนละขั้นตอน กับการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลในเครื่องโทรศัพท์ของกลางนั้น..
และเป็นคนละเรื่อง กับการส่งข้อมูลในเครื่องที่ยึดไว้เป็นของกลางนั้น ไปตรวจพิสูจน์หลักฐาน..
เพราะปัจจุบัน เจ้าหน้าที่บางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า.. ทั้งหมดเป็นขั้นตอนเดียวกัน..
ถ้าขอหมายค้น จนยึดได้เครื่องโทรศัพท์มาแล้ว.. หรือจับความผิดซึ่งหน้ายึดเครื่องที่ใช้ทำผิดมาได้แล้ว ก็ใช้แอพพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลภายในได้เลย ไม่ต้องขออนุญาตศาลอีก..
หรือเข้าใจผิดไปว่า การเข้าถึงข้อมูลในเครื่องนั้น เป็นเรื่องการตรวจพิสูจน์หลักฐานที่ไม่ต้องขออนุญาตศาล..
เข้าใจนะครับว่า.. เราใช้กฎหมายปวิอ. เรื่องการค้นเพื่อยึดสิ่งของกันมานาน.. จนไม่เข้าใจหลักในพรบ. คอมพิวเตอร์ที่ออกมาใหม่..
ทุกวันนี้ เทคโนโลยีเปลี่ยนไป มีโทรศัพท์มือถือ ข้างในมีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก.. ไม่ต่างจากสิ่งของมากมายที่อยู่ในบ้าน..
มีสิทธิความเป็นส่วนตัวที่กฎหมายคุ้มครอง.. พรบ คอมฯที่ออกมา จึงเป็นบทเฉพาะในการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่กฎหมายบังคับให้ต้องขออนุญาตศาลก่อน..
เป็นหลักกฎหมายเพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน..
เป็นหลัก due process of law เป็นหลัก rule of law และเป็นหลัก นิติธรรม.. ที่เราควรต้องเคารพครับ..
ท่องไว้เลยครับ..
“จะยึดเครื่อง.. ให้ขอหมายค้น.. แต่ถ้าจะยึดข้อมูลในเครื่อง.. ต้องขออนุญาตศาลครับ..”
ด้วยความรักและห่วงใย..

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

ตำรวจที่มาตั้งจุดตรวจ มีหนังสือการขออนุญาตหรือไม่

 ❌พรบ. ทางหลวง 2535 มาตรา 38 มาตรา 39 และบทกำหนดโทษ มาตรา 72 มีหลักว่า ห้ามนำสิ่งใดมาวางขวางหรือวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

❌นอกจากนั้น ยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่ห้ามวางของบนถนนอีก ซึ่งมีโทษทางอาญาเช่นเดียวกัน เช่น พรบ จราจรทางบก 2522 มาตรา 114 ที่มีหลักว่า ห้ามวางสิ่งใด หรือกระทำด้วยประการใดๆ ที่เป็นการกีดขวางทางจราจร เว้นแต่ได้รับอนุญาต ซึ่งตามมาตรา 148 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท

.

❌พรบ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง 2535 มาตรา 19 มาตรา 57 มีหลักว่า ห้ามวางวัตถุใดๆ บนถนน หากฝ่าฝืนปรับไม่เกิน 10,000 บาท

.

❌ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 385 ผู้ใดกีดขวางทางสาธารณะจนอาจเป็นอุปสรรคต่อความปลอดภัยหรือความสะดวกในการจราจร โดยวางหรือทอดทิ้งสิ่งของหรือกระทำด้วยประการอื่นใด ถ้าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยไม่จำเป็น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

❌ การขออนุญาต จาก ผอ.กรมทางหลวง ก็ต้องเป็นไปด้วยเหตุอันจำเป็นอย่างยิ่ง 

ส่วนการตั้งจุดตรวจเพื่อกรวดขันวินัยจราจร ตั้งทุกวัน วันละสองรอบ นั้น มันเป็นเหตุจำเป็นอย่างไร ไม่ทราบ

วันเสาร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2565

ตรวจจับความเร็วบังคับใช้กฎหมายหรือทำให้เสียของ

 

เชื่อเถอะในเทศกาลสงกรานต์นี้ ภาพที่นำเสนอ ถือเป็นภาพที่สามารภพบเห็นบนทางหลวงเส้นทางที่ใช้กลับ ตจว.โดยทั่วไป
มาลองวิเคราะห์กฎหมาย ม๑๔๐ ที่กำลังบังคับใช้อยู่จะเห็นว่า มี"เจ้าพนักงานจราจร"ผู้ที่กำลังใช้เครื่องอุปกรณ์ตรวจจับความเร็วเพียงผู้เดียวที่จะสามารถพบการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความเร็ว #เพียงผู้เดียว
ม๑๔๐ วรรคแรกให้อำนาจเจ้าพนักงานจราจรผู้ซึ่งพบการฝ่าฝืนด้วยเครื่องอุปกรณ์มีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งเพื่อให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนไปชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
กรณีที่ไม่สามารถ ปฏิบัติตามวรรคแรกได้ ให้เจ้าพนักงานจราจรที่ออกใบสั่ง #ให้นำส่งใบสั่งไปทางไปรษณีย์ตอบรับ ตามวรรคสอง ไปยังเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองเพื่อให้มาชำระค่าปรับภายในระยะที่กำหนดในใบสั่งนั้น ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบที่ ผบ ตร กำหนด
ในส่วนวรรคสาม เป็นกรณีที่ไม่ทราบตัวผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืน ให้นำความในวรรคสองมาบังคับโดยอนุโลม
การตรวจจับความเร็วด้วยกล้อง(อุปกรณ์) ถือเป็นการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยไม่สามารถทราบตัวผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืน และไม่พบตัวผู้ขับขี่ จะผูกติดใบสั่งไว้ในส่วนหน้ารถ เพื่อแสดงให้ผู้ขับขี่ที่ฝ่าฝืนเห็นก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะขณะที่พบด้วยอุปกรณ์นั้น รถที่ฝ่าฝืนกำลังแล่นอยู่ ไม่สามารถเรียกหยุดรถเพื่อว่ากล่าวตักเตือนหรือออกใบสั่งตามวรรคแรกได้
จึงต้องนำความววรคสองมาบังคับใช้โดยการนำทะเบียนรถไปตรวจสอบในระบบเพื่อทราบถึงเจ้าของรถหรือผู้ครอบครอง แล้วจึงนำส่งใบสั่งนั้นไปทางไปรษณีย์ตอบรับ
ในทางปฏิบัติ.....ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงานจราจรนั้น มิได้มีการปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติที่น้อยมากในเรื่องการนำส่งใบสั่งทางไปรษณีย์ตอบรับ
ที่พบเห็นกันบ่อย คือการวิทยุไปแจ้งให้เจ้าพนักงานจราจรที่จุดตรวจซึ่งตั้งดักไว้ในเส้นทางข้างหน้าเรียกหยุดรถและออกใบสั่ง
ซึ่งถือเป็นเรื่อฃงที่ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ เจ้าพนักงานจราจรที่จุดตรวจมิได้เป็นผู้พบการฝ่าฝืนด้วยตัวเองและเครื่องอุปกรณ์ ทราบจากการรับแจ้งทางวิทยุ ซึ่งกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจว่ากล่าวหรือออกใบสั่ง
การออกใบสั่งลักษณะนี้ถือเป็นใบสั่งที่มิชอบ ไม่มีผลในทางกฎหมาย ผู้ขับขี่เลือกที่จะรับใบสั่งแล้วไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายได้ ไม่สามารถนำไปฟ้องคดี ด้วยการปฏิบัติมิชอบนั้นเอง
อีก ๑ วิธีการทำหน้าที่ที่เสียเปล่าของเจ้าพนักงานจราจร ที่ต้องนำมาพูดคุยกัน เพื่อให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ มีผลบังคับได้จริง
มิได้มีไว้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ในระบบ #ตั๋วตำรวจ ที่จะแปลงร่างเป็น #ตำรวจสายโจร ในที่สุด

วันจันทร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2565

ขีดความสามารถในการตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ




สมชาย ไพศาลสัมฤทธิ์

19 ชม.  · 

#เจ้าหน้าที่ปปส. #เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ #อัยการ #ศาล

               เรียนเจ้าหน้าที่ดังกล่าวเพื่อให้ทราบถึง ขีดความสามารถในการตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศนั้น ไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะตรวจหาสารเสพติดชนิดยืนยันผล Confirmation Test  แต่มีขีดความสามารถในการตรวจในขั้น Screening Test เช่นเดียนกันกับการตรวจที่จุดตรวจของ เจ้าพนักงาน ปปส เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ณ จุดตรวจเช่นกัน คือใช้หลัก ภูมิคุ้มกันวิทยา Imunoassay ที่มีค่า Cut off ๑๐๐๐ นาโนกรัม/มิลลิลิตร 

               ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นตามวิธีการดังกล่าวนั้นมีความไม่แน่นอนแม้ให้ผลการตรวจที่เป็นบวกแล้วก็ตาม อาจจะไม่ใช่ยาเสพติดก็ได้ เพราะยาประเภทอื่นๆนั้นก็มีผลการตรวจที่ทับซ้อนกับยาเสพติดได้เช่นกัน เช่น ยาคลายเคลียด ยาแก้หวัด ยาเคลือบกระเพาะ อื่นๆ 

               สิทธิและเสรีภาพของผู้บริสุทธิ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งไม่ควรจะต้องถูก เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยายาลของรัฐที่ไม่ได้มีขีดความสามารถในขั้นยืนยันผล แล้วนำผลการตรวจดังกล่าวย้อนกลับมากล่าวหาผู้ต้องสงสัยว่าเสพยาเสพติด โดยไม่ผ่านกระบวนการแยกสารเสพติดจากทางศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่เป็นสถานตรวจพิสูจน์ตามกฎหมายยาเสพติด

            จึงอยากจะให้เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โปรดได้เข้าใจตามหนังสือรับรองฉบับfดังกล่าวนี้ด้วย เพราะเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีแล้วมันเหมือนตกนรกทั้งเป็นในสภาพที่ตนเองไม่ได้เสพยาเสพติดมา แต่ต้องมาดิ้นรนต่อสู้คดีในชั้นศาลถึง ๓ ชั้นด้วยกัน เรียกได้ว่ากว่าจะหลุดพ้นออกมาได้ก็งอมพระราม มีบ้านขายบ้าน มีรถขายรถ แทบสิ้นเนื้อประดาตัวไปตามๆกัน 

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2565

ค้นที่รโหฐาน

 สมชาย ไพศาลสัมฤทธิ์

15 ชม.  · 

#ค้นที่รโหฐาน

           จากโพสที่แล้วพยายามอธิบายเหตุอันควรสงสัยในการตรวจค้นบุคคลในที่สาธารณ ตาม ปวิอ ม 93 โดยนำคำพิพากษาฎีกาที่ 8722/2555 และฎีกาที่ 9949/2553 ประกอบคำอธิบายเพื่อให้เห็นภาพ ว่าเหตุอันควรสงสัยนั้นจะต้องมาจากข้อเท็จจริงในการกระทำของผู้ต้องหาหรือจำเลยเท่านั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นจากการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่เองได้ 

           ต่อไปนี้จะอธิบายเรื่องการตรวจค้นในที่รโหฐานตาม ปวิอ ม 92

           โดยหลักของกฎหมายวางเอาไว้ว่า 

            ห้ามทำการค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาล

            แต่สามารถค้นได้โดยมีข้อยกเว้นเอาไว้ว่า "ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ" ค้นได้ในกรณีดังต่อไปนี้ 

            (4)  เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยการกระทําความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด หรืออาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทําความผิดได้ซ่อนหรืออยู่ในนั้น ประกอบทั้งต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่า

จะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทําลายเสียก่อน

            ขออธิบายเฉพาะอนุสี่เท่านั้น นอกนั้นง่ายๆ เข้าใจได้เองในตัว

             โดยอนุวงเล็บสี่นั้นวางหลักเอาไว้ว่า 

              เมื่อมีพยานหลักฐานตามสามควร............

              คำว่า พยานหลักฐาน หมายถึง สิ่งที่สามารถใช้พิสูจน์ความผิดหรือบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดี ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคล ตาม ปวิอ ม 226   

              ความตอนต้นของอนุวงเล็บที่สี่นี้เมื่อกฎหมายกำหนดให้ต้องมีพยานหลักฐานตามสมควรแล้วจะใช้เหตุอันควรได้หรือ คำตอบคือไม่ได้ ไม่ว่าจะเหตุอันควรสงสัยหรือเหตุอันควรเชื่อก็ตามไม่อาจจะใช้ได้ ต้องใช้พยานหลักฐานเท่านั้น

             พยานหลักฐานตามสมควรว่าในที่รโหฐานดังกล่าวนั้น น่าจะต้องมีสิ่งของต่างๆอยู่ 5 อย่างคือ

            1. สิ่งของที่มีไว้เป็นความผิด

            2. สิ่งของได้มาโดยการกระทําความผิด

            3. สิ่งของได้ใช้ในการกระทำความผิด

            4. สิ่งของมีไว้เพื่อจะใช้ในการกระทําความผิด 

            5. สิ่งของที่อาจเป็นพยานหลักฐานพิสูจน์การกระทําความผิด

          เมื่อมีพยานหลักฐานตามสมควรที่กล่าวมาดังกล่าวข้างแล้ว กฎหมายยังกำหนดเงื้อนไขอันสำคัญประการต่อมาคือคำว่า "ประกอบทั้ง" + ต้องมี #เหตุอันควรเชื่อ ว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายหรือทําลายเสียก่อน

           ความตอนนี้กฎหมายใช้คำว่า #เหตุอันควรเชื่อ ไม่ใช่ #เหตุอันควรสงสัย  ซึ่งต้องปรากฎข้อเท็จจริงจนมีเหตุให้เชื่อได้ว่า  เนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะไปข้อหมายศาลมาได้ สิ่งของที่ต้องการจะค้นหาดังกล่าวนั้นอาจถูกโยกย้ายหรือถูกทำลายเสียก่อน

           ฉะนั้นการค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นหรือคำสั่งของศาลนั้นสามารถกระทำได้ต่อเมื่อ

           1. มีพยานหลักฐานตามสมควรว่าสิ่งของที่ต้องการจะค้น 5 อย่างดังกล่าวนั้นมีอยู่ในที่รโหฐานนั้น

            2. ต้องมีเหตุอันสมควรเชื่อได้ว่าเพราะเหตุเนิ่นช้ากว่าจะไปจอหมายศาลสิ่งของดังกล่าวนั้นอาจสูญหายหรือถูกทำลาย

          มีพยานหลักฐาน + มีเหตุอันสมควรเชื่อ = ปกครองกับตำรวจ สามารถค้นที่รโหฐานได้โดยไม่มีหมายศาล

           หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2565

ลมพัดบ้านพัง แม้บ้านพังเพียงหลังเดียว ถือได้ว่าเป็นสาธารณภัย

 เวทีท้องถิ่น 360องศา

26 กุมภาพันธ์ เวลา 21:32 น.  · 

✅🔥ลมพัดบ้านพัง แม้บ้านพังเพียงหลังเดียว ถือได้ว่าเป็นสาธารณภัย 

ที่ กค ๐๔๐๖.๓/๓๔๖๗๘

กรมบัญชีกลาง

ถนนพระราม 5 กทม. ๑๐๕๐๐

๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๘

เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

กรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๖ กรณีเกิดวาตภัยเสียหายหลังเดียว

เรียน อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

อ้างถึง หนังสือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ มท ๐๖๑๒/๖๓๖๘ ลงวันที่

๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๘

ตามหนังสือที่อ้างถึงแจ้งว่า จังหวัดขอนแก่นขอหารือแนวทางปฏิบัติตามระเบียบ

กระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๖

กรณีเกิดวาตภัย ทำให้บ้านพักอาศัย จำนวน ๑ หลัง ยังฉางเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือคอกสัตว์

ได้รับความเสียหาย เนื่องจากกรณีดังกล่าวไม่ได้เกิดแก่คนหมู่มาก แต่เกินขีดความสามารถที่ชุมชน

จะรับมือหรือจัดการเองได้ จังหวัดจะสามารถให้ความช่วยเหลือตามระเบียบๆ ได้หรือไม่ อย่างไร

ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

กรมบัญชีกลางพิจารณาแล้ว ขอเรียนว่า โดยที่ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย

เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๕๖ มีวัตถุประสงค์

เพื่อใช้ในการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้ากรณีภัยพิบัติฉุกเฉินโดยเร่งด่วน

ตามความจำเป็นและเหมาะสม และข้อ ๕ ของระเบียบฯ ได้กำหนดนิยาม “ภัยพิบัติ” หมายความว่า

สาธารณภัยอันได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ... ตลอดจนภัยอื่น ๆ ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ

หรือมีบุคคลหรือสัตว์ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือก่อให้เกิด

ความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่ได้กำหนดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องมีจำนวนมากน้อย

เพียงใด ดังนั้น หากวาตภัยที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนดังกล่าวข้างต้น

และเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน องรีบแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าแก่ประชาชน

จังหวัดก็สามารถให้ความช่วยเหลือตามระเบียบฯ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ

ขอแสดงความนับถือ

(นางสาวอรนุช ไวนุสิทธิ์)

รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทน

อธิบดีกรมบัญชีกลาง

สำนักกฎหมาย

โทร. ๐ ๒๑๒๗ ๗๐๐๐ ต่อ ๔๓๒๐

โทรสาร ๐๒๑๒๗ ๗๒๕๐

🔺ลมพัดบ้านพัง แม้บ้านพังเพียงหลังเดียว ถือได้ว่าเป็นสาธารณภัย 👇👇👇

✅https://drive.google.com/.../1QyKhMAFLDpqekPlZ2ol.../view...

คดีรถชนกัน ต่างฝ่ายต่างประมาท

 ทนายเกิดผล แก้วเกิด 

4 มีนาคม เวลา 22:20 น.  · 

มีคดีรถชนกัน ต่างฝ่ายต่างประมาท ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้หญิงขับรถยนต์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชายขับรถจักรยานยนต์

ตำรวจ เรียกทั้งคู่เปรียบเทียบปรับ แต่ดูเหมือนว่า ฝ่ายชาย จะแอบอ้าง รู้จักตำรวจ ท่านผู้ยิ่งใหญ่

ส่วนฝ่ายผู้หญิง โทรหาทนายเล่าให้ทนายฟัง ทนายก็เลยแนะนำว่า ให้จ่ายค่าปรับ เพราะ เราก็มีส่วนประมาทจริง

แต่พอจะจ่ายค่าปรับ ตำรวจบอกว่าต้องยึดรถเก๋ง คันดังกล่าว ไว้ด้วย

เมื่อ ถามเหตุผล ว่าทำไมต้องยึด ตำรวจ ก็อ้างว่า ทำตามกฎหมาย

ผมก็เลยบอกกับคนขับรถยนต์ว่า งั้นจ่ายค่าปรับไปเลย เพราะถ้าจ่ายแล้ว ตำรวจจะไม่มีสิทธิ์ยึดรถ เนื่องจาก ความผิด ฐานขับรถประมาท มีโทษปรับ สถานเดียว คือปรับไม่เกิน 1,000 บาท ตาม พรบ. จราจรทางบก มาตรา 43

และเมื่อตำรวจเปรียบเทียบปรับแล้ว  ก็ทำให้คดีอาญาเลิกกัน ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 (1)

สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39

เมื่อคดีอาญาเลิกกัน ตามมาตรา 37  และมาตรา 39 แล้ว ถือว่าคดีสิ้นสุดลง ตำรวจต้องคืนรถยนต์ของกลาง

หากไม่คืน ก็เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

เจ้าของรถยนต์จึงยอมชำระค่าปรับ ตามคำแนะนำของผม

แต่ตำรวจก็ยังจะยึดรถไว้

ผมเลยขอสายคุยกับตำรวจ โดยยกข้อกฎหมายดังกล่าวประกอบ

และสำทับว่า ถ้าร้อยเวรอยากยึดก็ยึดไปได้เลยครับ แต่ผมรับรองว่า เรื่องนี้ มีผลต่ออายุราชการท่านแน่นอน

สรุปตำรวจไม่ยึดแล้วครับ