หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

รายงานวิจัยของน้ำมังคุด

 รายงานวิจัยของน้ำมังคุด

พบว่าน้ำมังคุดเข้มข้นมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และบรรเทาอาการกล้ามเนื้อล้าจากการออกกำลังกายในสัตว์ทดลอง (1) 

สารสกัด 95% เอทานอลจากผลมังคุดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านเชื้อแบคทีเรีย (2) 

จะเห็นได้ว่ารายงานวิจัยของน้ำมังคุดยังมีค่อนข้างน้อย ยังขาดข้อมูลการศึกษาทางคลินิกและการศึกษาความเป็นพิษของการรับประทานน้ำมังคุด 

นอกจากนี้ยังพบรายงานว่ามีผู้ป่วยเกิดภาวะเลือดเป็นกรด เนื่องจากบริโภคเครื่องดื่มน้ำมังคุดเพื่อควบคุมน้ำหนัก (ในผลิตภัณฑ์มีมังคุด 250 มก. และพบสาร α-mangostin 25 มก./ออนซ์) เป็นประจำทุกวัน ติดต่อกันนาน 12 เดือน 

โดยคาดว่าเป็นผลจากสาร α-mangostin ในเครื่องดื่มเหนี่ยวนำให้เกิดความเสียหายต่อไมโตคอนเดรียจึงส่งผลต่อกระบวนการหายใจระดับเซลล์ จนเกิดภาวะเลือดเป็นกรด (3) 

ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการรับประทาน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยเรื่องขนาดและระยะเวลาที่เหมาะสม


วันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2564

การร่อนหาทองคำในฉี่

 

เรื่องการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายบุคคลที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าเสพยาเสพติดมานั้น เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเป็นอันมาก การตรวจจึงจำเป็นที่จะต้องกระทำโดยจำกัดเคร่งครัดในวงจัดกัดเฉพาะบุคคลที่มี “เหตุอันสมควร” เท่านั้น
กระผมจึงใคร่จะตั้งข้อสังเกตุให้แก่เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมไว้พิจารณาในเรื่องดังกล่าวไว้เป็นข้อๆ ดังนี้
ข้อ ๑ การตรวจหาสารเสพติดดังกล่าวนั้นไม่ใช่เหตุในความผิดซึ่งหน้า ที่เจ้าพนักงานจะสามารถดำเนินการจับกุมได้
ข้อ ๒ การตรวจหาสารเสพติดนั้น จะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่เฉพาะโดยอาศัยกฎหมายเฉพาะเท่านั้น ไม่สามารถอาศัยเจ้าพนักงานตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้
ข้อ ๓ การตรวจหาสารเสพติดนั้น สามารถกระทำได้ถ้ามีเหตุตามที่กฎหมายกำหนดเกิดขึ้นพร้อมๆกันอยู่ ๒ อย่างคือ #ในกรณีจำเป็นและมีเหตุอันควรเชื่อว่า “บุคคลใดเสพยาเสพติด”
ซึ่งจะต้องอธิบายให้ปรากฏในบันทึกการตรวจหาสารเสพติด ตามแบบบันทึกของเลขาธิการ ปปส และคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ไม่ใช่เขียนคลุมๆลงไปในบันทึกจับกุม ว่าจำเป็นต้องตรวจเพราะว่าเห็นมีท่าทางมีพิรุธ…..
…..โดยไม่เขียนอธิบายว่า จำเป็นอย่างไรต้องตรวจตอนนั้น ถ้าไม่ตรวจตอนนั้นแล้วปล่อยไปอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือความไม่ปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนอย่างไร....
.......และที่กล่าวว่ามีพิรุธนั้นมีพิรุธอย่างไร เช่นอาการไม่นิ่ง พูดจาเลื่อนลอย มีการอาการเหมือนคนประสาทหลอน มีความระแวงผู้คนทั่วไป ปืนหลังคาหรือเสาไฟ ทำร้ายบุคคลรอบข้าง เป็นต้น คำว่า #มีพิรุธ สั้นๆ จึงเป็นการกล่าวอ้างแบบลอยๆเท่านั้น
ผมเคยมีคำพิพากษาของศาลหลายคดี โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยท่าทางมีพิรุธ จึงมีความจำเป็นจะต้องดำเนินการตรวจค้น จับกุม หรือตรวจปัสสาวะ ผลของการตรวจพบมีด ปืน และสารเสพติดในร่างกาย และเจ้าหน้าที่ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำเลย ตั้งแต่ชั้นต้น อุทธรณ์ จนถึงฎีกา ก็ยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้เลยว่าเหตุอันสมควรเชื่อในท่าทางอันมีพิรุธ ดังกล่าวนั้นคืออะไร ?????
ข้อ ๔ การตรวจสารเสพติด ณ จุดตรวจแล้วให้ผลเป็นบวก (ฉี่ม่วง) เป็นแค่บุคคลต้องสงสัยว่าอาจเสพยาเสพติดเท่านั้น ไม่สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมตัวไปโรงพักก็ดีหรือควบคุมตัวไปตรวจหาสารเสพติดซ้ำอีกครั้งที่โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐก็ตาม เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้จดชื่อที่อยู่เอาไว้แล้วจัดส่งแต่ตัวอย่างปัสสาวะไปตรวจยืนยันผลเท่านั้น
ข้อ ๕ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่ง ไม่ได้มีความสามารถในการตรวจแยกหาสารเสพติดได้ทุกๆโรงพยาบาล หรือทุกๆมหาวิทยาลัยของรัฐ และไม่ได้เป็น #สถานตรวจพิสูจน์ ยาเสพติดตามที่เลขาธิการ ปปส. กำหนดเอาไว้ในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๖ หลักเกณฑ์ วิธีการและข้อกำหนดในการตรวจหาสารเสพติดที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษานั้น ไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงที่คู่ความจะต้องนำสืบ แต่เป็นข้อกฎหมายที่เจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมเช่น ทนายความ พนักงานสอบสวน อัยการ รวมทั้งผู้พิพากษาด้วย สมควรจะต้องรู้

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564

วิเคราะห์ผ่าน “7P” เครื่องมือทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ

 วิเคราะห์ผ่าน “7P” เครื่องมือทางการตลาดสำหรับธุรกิจบริการ ซึ่งจะหยิบมาเพียงบางตัว ได้ดังนี้

1) Product หรือด้านผลิตภัณฑ์
จาก Insight ที่สำรวจ บางส่วนบอกว่า “มันกินยาก เทอะทะ”
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากคนเอเชียจะรู้สึกเช่นนี้ เพราะนอกจากขนาดตัวโดยเฉลี่ยที่เล็กกว่าคนยุโรปแล้ว
คนเอเชียยังคุ้นชินกับการ “กินข้าว” หรือขนมปังนิ่ม ๆ มากกว่าขนมปังชิ้นหนา กรอบ ที่อาจเป็นอุปสรรคในการกิน โดยเฉพาะสำหรับสาว ๆ หรือเด็ก ๆ บางคนได้
จะเห็นได้ว่า คู่แข่งร้านอาหารฟาสต์ฟูดบางเจ้า จะมีการปรับลดขนาดเมนูอาหาร หรือบางเจ้ามีเมนูข้าวเพิ่มเข้ามา เพื่อให้สามารถเข้าถึงความคุ้นชินของคนไทย ได้ง่ายยิ่งขึ้น
ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ ที่ทำให้คนรู้สึกว่า เขาสามารถกินมันได้ง่าย ๆ แบบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไร
2) Price หรือ ด้านราคา
ที่คนรู้สึกว่า “แพงกว่าร้านฟาสต์ฟูดทั่วไป”
ราคาเริ่มต้นของแซนด์วิช Subway ถึงแม้ว่าบางเมนู จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักสิบปลาย ๆ
แต่คนส่วนมาก ก็ยังคงติดภาพว่าแซนด์วิชของทางร้านค่อนข้างราคาสูง เมื่อเทียบกับร้านค้าทั่วไป หรือเทียบกับเมนูเนื้อไก่ เนื้อหมูจากร้านฟาสต์ฟูดต่าง ๆ ในราคาที่พอ ๆ กัน
ตัวอย่าง เมนูคลาสสิก อย่าง Steak & Cheese ขนาด 6 นิ้ว ก็เริ่มต้นที่ 145 บาทแล้ว
(คิดเป็น 44% เมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำที่ 331 บาท)
จึงทำให้ Subway ถูกมองว่าเป็นอาหารฟาสต์ฟูด ที่ราคาแพงกว่าเจ้าอื่น ๆ
อีกทั้ง ยังมีการเอาไปเปรียบเทียบกับในยุโรป ที่สามารถซื้อ Subway ได้ในราคาราว ๆ 5 ดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งหากเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำ และฟาสต์ฟูดเจ้าอื่น ๆ ในยุโรป
Subway จะถือว่าเป็นอาหารที่ราคาถูกสุด ๆ
แต่ทั้งนี้ การตั้งราคาอาหารสูง ไม่ใช่เรื่องที่ผิดเสมอไป หากแต่เป็นเรื่องที่บริษัทจะต้องทำการบ้านเพิ่มว่า
ทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่า “สิ่งที่ได้รับนั้นคุ้มค่า (Value for Money)” กับเงินที่ได้จ่ายไป
เพราะถ้าหากมองดูปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบที่ Subway คัดมา ก็ถือว่าวัตถุดิบดี กินแล้วได้สุขภาพมากกว่าฟาสต์ฟูดเจ้าอื่น ๆ
ดังนั้น ปัญหาที่ทำให้คนคิดว่า “Subway ราคาแพง” คงมาจาก Perception และ Awareness ของผู้บริโภคบางส่วนมากกว่า
3) Process หรือ กระบวนการ
ในที่นี้จะขอพูดถึงกระบวนการหน้าบ้าน (Front Process) หรือ Customer Journey เวลาที่ลูกค้าเข้าใช้บริการ แล้วรู้สึกว่า “สั่งยาก รู้ว่ามีไส้เยอะ แต่ไม่รู้อะไรจะเข้ากันบ้าง”
ซึ่งก็เป็นเสียงของคนส่วนมากที่ไม่ใช่ลูกค้าประจำ เคยกินเพียง 1-2 ครั้ง หรือเป็นลูกค้าใหม่ ที่มักรู้สึกว่า “สั่งยาก” เวลาเดินเข้าร้าน Subway
ซึ่งนี่ดูเหมือนจะคล้ายกับปัญหาในตอนแรก ๆ ของเชนร้านกาแฟชื่อดังอย่าง Starbucks ที่เคยพบเจอปัญหาลูกค้า “สั่งไม่เป็น” เพราะทางร้านมีกิมมิกมากมาย ตั้งแต่การเรียกขนาดไซซ์ ไปจนถึงคำสั่งเมนูพิเศษต่าง ๆ
เช่น ขนาดของไซซ์แก้ว ที่ไม่ได้ใช้คำว่า เล็ก, กลาง และใหญ่ แต่เป็น Tall, Grande และ Venti แทน
แต่ทาง Starbuck ก็สามารถแก้เกมด้วยการประชาสัมพันธ์ และการอธิบายของพนักงาน จนทำให้ลูกค้ามี Perception ที่ดีต่อแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถตีตลาดในประเทศไทยได้สำเร็จ นั่นเอง
ทีนี้ กลับมาที่ Subway ซึ่งเป็นเชนร้านแซนด์วิช ถ้าหากว่ามีตัวเลือกเยอะจนเกินไป บางทีก็อาจทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องใช้พลังงานและความคิดเยอะในการสั่งแต่ละครั้ง
เพราะผู้บริโภค ต้องเลือกทั้ง ขนาดขนมปัง, ประเภทขนมปัง, ผัก, ประเภทเนื้อ, ซอสราด และท็อปปิง
ซึ่งเพียงแค่ประเภทเนื้อ ซอสราด และท็อปปิง ก็มีให้เลือกเป็น 10 รายการแล้ว
นี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำหรับ Subway ที่ผู้บริโภคไทย อาจไม่คุ้นชินกับการเดินเข้าไปสั่งเท่าไรนัก
เพราะต้องเลือกเยอะจนอาจเกิดความสับสน ว่า “อะไรควรกินคู่กับอะไร ?”
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจ Insight พบว่า ผู้บริโภคส่วนหนึ่ง บอกว่า “พนักงานบางสาขา อธิบายได้ดี จนรู้สึกว่าการสั่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่บางสาขา “พนักงานก็ไม่แนะนำอะไร จนสั่งไม่ถูก”
นี่จึงอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลหลัก ที่ทำให้คนรู้สึกว่าการใช้บริการนั้น ค่อนข้างมีความซับซ้อน เข้าใจยาก
ซึ่งขัดแย้งกับหลักการตลาดบริการ ที่ต้องทำให้ผู้บริโภค ใช้พลังงานให้น้อยที่สุดในการเข้าซื้อสินค้าหรือใช้บริการ
ดังนั้น ถ้าหาก Subway สามารถแก้เกมตรงนี้ได้ บริษัทก็จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมร้านอาหารฟาสต์ฟูด และจำนวนฐานลูกค้า ทั้งลูกค้าประจำและลูกค้าใหม่ได้
แต่อย่างไรก็ตาม นอกจาก Insight ที่ได้สรุปมาข้างต้นแล้ว เสียงของลูกค้าประจำของ Subway ก็ได้บอกว่า “แซนด์วิชของ Subway ในไทยนั้น อร่อย รสชาติดี วัตถุดิบดี”
บางคนถึงกับบอกว่า “อร่อยเหมือนกับที่สหรัฐฯ หรือประเทศต้นตำรับเลย”
มุมมองที่แตกต่างกันนี้ ก็ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า Subway อาจไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของคุณภาพอาหาร แต่อาจเป็นเรื่องกระบวนการบริการ และ Perception ของผู้บริโภค ที่อาจต้องปรับให้เข้าใจง่ายขึ้นมากกว่าเดิม
พอเห็นแบบนี้ เราก็ต้องเป็นกำลังใจให้ Subway ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ และบุกตลาดในประเทศไทยต่อไป
ทั้งนี้ทาง Subway ก็ได้มีแผนว่าจะขยายสาขาในประเทศไทย ให้ได้ 163 สาขา ภายในปี 2023 นี้อีกด้วย
ก็เป็นที่น่าติดตามกันต่อไปว่า เชนร้านแซนด์วิชชื่อดังจากสหรัฐฯ ท้ายที่สุดแล้ว จะสามารถอ่านเกมขาด
จนสามารถขึ้นมาเป็นร้านฟาสต์ฟูดแนวหน้าของประเทศไทยได้หรือไม่..

วันพุธที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564

ส่งของมาไม่ครบ แชทไปบอกจะส่งตามมา ครบเวลาไม่ส่ง ทวงถาม3ครั้งไม่คืบ ทำง่ายตามนี้

 

กะเล่าทีเดียว
เลยไม่ได้เล่าก่อนหน้า
วันนี้ประณอมความกัน ของแถม500 จริงต้นทุนคง ไม่เท่าไหร่
คืนมาก็จบ มาถึงศาลต้องจ่าย 6700
บวกหนังสือขอโทษจากร้านค้า
สั่งซื้อของยี่ห้อ ซีนามสมมุติ ผ่านapp แอลนามสมมุติ
ส่งของมาไม่ครบ แชทไปบอกจะส่งตามมา ครบเวลาไม่ส่ง ทวงถาม3ครั้งไม่คืบ ทำง่ายตามนี้
ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องแจ้งความ ไม่ต้อง สคบ.
1.ปริ๊นรูปถ่ายตอนแกะกล่อง
2.ปริ๊นครอปหน้าที่แชทคุย
3.ปริ๊นครอปหน้ารายการสั่งซื้อ
4.ปริ๊นรายการโอน หรือรายการหักบัตรเครดิต
5.ไปกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขอคัดหนังสือรับรองบริษัท เจ้าของแอพ เพราะเราจ่ายเงินผ่านเจ้าของแอพ
ไป"ศาลแขวง"ตามที่ ที่เขาส่งของมาให้เรา ตอนซื้อผมอยู่นนทบุรี ก็ไปศาลแขวงนนทบุรี
🤣ถ้าบ้านอยู่แม่ฮ่องสอน ทนายมึงขับรถขี้แตก🤣
ไปที่ฟ้องคดีผู้บริโภค จะ
อยู่กับห้องไกล่เกลี่ย
อย่าไปช่วงเช้าคนเยอะ
ไปช่วงบ่ายดีกว่า
ติดต่อเจ้าหน้าที่ ( เอกสารครบ!!!
เจ้าหน้าที่ตกใจ มาครบเลยหรือคะ)
เจ้าหน้าที่จะให้เรา
เขียนเรื่องตามจริง ตามภาษาของเราในแบบคำร้อง วันนั้นซื้ออะไร ต้องได้อะไร อะไรไม่ได้ ราคาเท่าไหร่ ก็เขียนไป แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่
เสร็จกลับบ้าน จบวันที่1 1ชม.ครึ่ง
เจ้าหน้าที่จะพิมพ์เรื่องที่เราเขียนเป็นภาษาศาล ตรวจสอบถ้าไม่มีอะไรต้องแก้ไข เขาจะนัดให้เรามาเซ็นส่งฟ้อง จบวันที่2 ครึ่ง ชม.
มาอีกครั้งตามที่นัด ระยะเวลาอีก45วันขึ้น แล้วแต่เค้าจัดวันให้เราอันนี้ต้องมานะถึงจะยอมกันยังไงภายหลังจากส่งฟ้องก็ต้องมา เพราะนัดศาลแล้ว วันที่3นี่ ใช้เวลา2ชม.
แต่เดี๋ยวก่อน
....วันก่อนที่จะต้องมาถึงวันนัด บริษัทที่เราไปกดสั่งของ โทรมาไกล่เกลี่ย ก่อน คำพูดก็คือยอม จ่ายแล้วเรายอมมั้ย จ่ายตามฟ้องศาลเลย
วันนั้นผมตอบว่า ไม่ ผมไม่ได้อยากได้เงินแบบนี้ วันที่ผมแจ้งปัญหาคุณ3ครั้งคุณเฉย ขอความร่วมมืออะไรก็ไม่ได้ นิ่งๆๆ วันนี้จะมาจบเพราะผมฟ้อง ถ้าคุณจะให้ผมยอมคุณไปบอกให้ร้านค้าซีออกหนังสือขอโทษผมมา แล้วไปคุยกันที่ศาล
(เพราะไงก็ต้องไปอยู่แล้ว)
วันไปศาลเขาจะให้เราไปรอที่ห้องไกล่เกลี่ย เจอกับทนาย ทนายก็จะบอกว่ายอมจ่าย และออกหนังสือขอโทษ แต่ทำหนังสือยินยอม มาพร้อมให้เราเซ็น พร้อมจ่ายเงินสดให้ อ่านหนังสือยินยอม เขียนโน่นนี่นั่นว่าจะไม่ให้เราเปิดเผย เรื่องนี้
ขีดค่า..แม่ม แล้วเขียนไปว่า ไม่เปิดเผยแค่ชื่อAppคุณ ชื่อร้านค้า เท่านั้นอย่างอื่นไม่ตกลง ส่งให้ทนาย จบมั้ย ทนายจบครับ ส่งเงินให้ก่อนเลย แล้วไปเอาคำขอถอนฟ้อง มานั่งเขียนให้เราเซ็นต์ ไม่ต้องทำอะไรที่เหลือ ทนายเขาทำให้หมด นั่งรอเจ้าหน้าที่ศาลให้เรา
เดินมาตามให้ไปเซ็นต์ เรียบร้อยกลับบ้าน
บอกตรงๆสงสาร ศาล งานเยอะแยะ เพราะพวกมึงเนี่ยแหละ จบง่ายๆไม่จบ ต้องให้ฟ้อง แล้วศาลเดี๋ยวนี้ก็ ช่วยประชาชนเต็มที่จริงๆ

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เด็กเวียดมองไทย

 

เด็กเวียดมองไทย
ใครรู้บ้างว่าค่าโฆษณาเฟสบุ๊คเวียดนาม แพงกว่าเมืองไทย 2-3 เท่า ธุรกิจขายของออนไลน์ในไทย คือ "Blue Ocean" สำหรับชาวเวียดและสินค้าจีนที่ขายออนไลน์จำนวนมากในไทย ขายโดยคนเวียดนามที่นั่งสั่งการอยู่ที่เวียดนาม
ช่วงที่ผ่านมา ดิฉันพอได้มีโอกาสติดตามความเคลื่อนไหวของนักธุรกิจรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่ง ที่รวมตัวกันขึ้นมาหลวมๆ เรียกตัวเองว่า CEO Club คุยกันตามร้านกาแฟวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 1-2 ครั้ง บางทีก็จัดสัมนาย่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์
และ CEO Club กลุ่มนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจออนไลน์ขาดใหญ่ขึ้น ที่มุ่งเน้นทำธุรกิจข้ามชาติ มากกว่าขายของในเวียดนาม โดยเริ่มต้นจากไทย ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและฟิลลิปปินส์ จากนั้นก็จะขยายไปตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา
เท่าที่ได้เคยพูดจา เจอกันตัวเป็นๆ บ้างในงานสัมนาต่างๆ คนกลุ่มนี้อยู่ในวัย 20-30 กลางๆ (ร้อยละ 90 อายุน้อยกว่าดิฉันทั้งนั้น)...หน้าตาซื่อๆ แต่งตัวธรรมดา ขี่มอเตอร์ไซด์ แบกเป้ กันตามปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกต นอกจาก พกโทรศัพท์มือถือ อย่างน้อย 2 เครื่อง และไปเจอกันเกือบทุกงานสัมนา ซึ่งงานสัมนาบางรอบรับเฉพาะบริษัทที่มีงบโฆษณาเฟสบุ๊คเกินเดือนละ 500,000 บาท หรือบางสัมนารับเฉพาะบริษัทที่มีรายได้เกินเดือนละ 10 ล้านบาทเท่านั้น ...และก็ยังมีผู้เข้าร่วมสัมนาเป็นร้อยคน
!!!
ในงานสัมนานอกจากการฝึกอบรมทั่วไป มักจะมี CEO หน้าละอ่อน ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จอยู่เรื่อยๆ ที่ฟังแล้วทึ่งก็มี และที่สะอึกก็มาก โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดกันถึงการทำธุรกิจขายออนไลน์ในไทย
ดิฉันจึงอยากสรุปความนำมาเล่าตามประสาชาวบ้าน ที่เก็บความลับไม่อยู่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านชาวไทยบ้าง
📍แนวทางขายของออนไลน์ในไทยจากเวียดนาม
1. เข้าหุ้นหรือหาตัวแทนจดทะเบียนบริษัทในไทย
2. เช่าอาคารพาณิชย์เป็นคลังสินค้าและออฟฟิศ
3. จ้างพนักงานชาวไทยระดับเงินเดือนประมาณ 15000-20000 บาท เพื่อลดอัตราการลาออก หน้าที่หลักคือ ขายของออนไลน์ ตอบลูกค้า แพ็คของ ส่งของ ให้คำปรึกษาลูกค้า ฯลฯ
4. ส่งคนเวียดนามไปอบรมพนักงานไทย ที่ไทย
5. นำสินค้าเข้าจากจีน
6. ทำการตลาด โฆษณาต่างๆ ผ่านเฟสบุ๊ค เว็บไซต์ ยูทูป ติ๊กต๊อก ฯลฯ โดยตรงจากเวียดนาม
7. สื่อการตลาดต่างๆ เอาจากเวียดนามแล้วจ้างคนแปลหรือจ้างคนไทยทำ
8. สำหรับนักลงทุนใหม่ ช่วงเริ่มต้นยังไม่ต้องเอาสินค้าเข้าไป ทำโฆษณาไปก่อน มีออเดอร์แล้วค่อยส่งของ เพราะคนไทยรอออเดอร์ได้นาน ทำให้มีเวลา test ระบบได้ก่อนลงทุนจริง
📍การลงทุนและผลตอบแทน
- สินค้า (คุณภาพดี) สาทารถขายได้ราคาสูงกว่าที่เวียดนามประมาณ 2-3 เท่า
- สามารถทำจำนวนออเดอร์ 2000-3000 ออเดอร์ต่อวัน ได้ภายใน 1 ปี (100 ออเดอร์ต่อวันภายใน 1-2 เดือน)
- ค่าโฆษณาร้อยละ 35
- ค่าสินค้าร้อยละ 20
- ค่าดำเนินการร้อยละ 10
- ค่าขนส่งร้อยละ 10
- เบ็ดเสร็จหากทำเป็น กำไรตั้งแต่เดือนแรก
- งบลงทุนขั้นต่ำ 4-5 ล้านบาท
📍ทำไมถึงเป็นประเทศไทย
- คนไทยชอบสินค้าตามกระแส ไฮเทค
- คนไทยชอบซื้อของ
- ยอดซื้อของต่อออเดอร์คนไทยสูงกว่าเวียดนาม
- ต้นทุนการตลาดถูกกว่าเวียดนามมาก
- คนไทยชอบของดีมีคุณภาพ
- คนไทยไม่รังเกียจของจีนเหมือนเวียดนาม
- คนไทยใจดี ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้
- อัตราการคืนของต่ำมาก (3%) เวียดนาม 30%
- คนไทยรอของได้นาน 10-15 วันยังรอ (เวียดนามรอ 3-4 วันก็ยกเลิกออเดอร์แล้ว)
- การขนส่งมีประสิทธิภาพกว่าเวียดนาม
- กฏระเบียบในประเทศไทยไม่เข้มงวด
📍คนเวียดมองพนักงานคนไทย
- ชอบทำงานบริษัท ไม่ชอบทำ self starter เหมือนเวียดนามและจีน
- หน้าตาดี ใจดี ซื่อ น่ารัก (ไม่เหมือนคนเวียด)
- ช้า ทำอะไรช้า แต่ขยัน ไม่อู้ ไม่โกง
- ขายของไม่เป็น สอนยาก แต่เมื่อเป็นแล้วไม่แหกกฎ และทำไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนงาน
- สอน 1 ได้ 1, สอน 3 ได้ 3 คิดต่อเอง 4-5-6 ไม่เป็น (คนเวียดสอน 1 ทำเกินไป 10 พอเก่งก็ออกไปทำเองกลายเป็นคู่แข่ง)
- ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีและการตลาดออนไลน์
...
...
หลังจาก 1 ปี ผ่านไป บริษัทดังกล่าวกิจการใหญ่โต มีตัวตนในประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นอายุ 30 นิดๆ 3 คน ซื้อตึกกลางกรุงเทพทั้งหลัง และทำสัญญากับบริษัทขนส่งให้มาเปิดออฟฟิศที่ตึก มีพนักงานคนไทยหลายคน เตรียมพร้อมที่จะนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากขึ้นแทนที่มาจากจีน และเตรียมขยายออกไปยังประเทศอื่นๆในอาเซียน
ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ดึงดูดนักลงทุนจากเมืองต่างๆเพิ่มขึ้นเกือบทั่วทั้งเวียดนาม เพราะเขามีเป้าหมายที่จะทำให้เวียดนามมีบริษัทแบบเขาอย่างน้อยหลายพันบริษัทที่สามารถส่งสินค้าเวียดนามออกไปขายทั่วโลกได้ เขาอยากเปลี่ยนประเทศเวียดนามที่ยากจน ด้อยพัฒนาในสายตาของไทยและหลายๆประเทศมาเป็นประเทศแนวหน้าของโลกให้ได้
ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของคนหนุ่มสาว เริ่มต้นจากจุดเล็กๆของพ่อค้าและนักการตลาดออนไลน์ ที่เมืองฮานอย ปัจจุบันมีสำนักงานและศูนย์ปฏิบัติการที่เมืองไซ่ง่อน และมีคนเข้าร่วมขบวนการนับพัน
วันนี้คนกลุ่มนี้ อายุ 30 เป็น CEO เป็นนักการตลาด บริษัทมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 2-3 ล้านบาท อีก 10 ปีคนกลุ่มนี้คงไปค้าขายทุกประเทศในอาเซียน 10 ปีถัดไป เมื่อเขาอายุ 50 ก็คงมีหลายคนเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ดิฉันเชื่อว่า...20 ปีข้างหน้า เวียดนามคงเป็นยุคที่วัฒนาสถาพร ได้อย่างที่พวกเขาคาดหวัง
...
...
ฟังเขาพูดแล้วก็ย้อนดูตัว
...
หนุ่มสาวชาวไทยของเรามีดีอะไร และวันนี้กำลังฮิตทำอะไรกันอยู่หนอ สิ่งที่เขามองเรานั้นจริงแท้แค่ไหน 20 ปีต่อจากนี้ บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ
...อาจเป็นคำถามที่พวกเราชาวไทยต้องช่วยกันตอบกระมัง
ปล. เนื้อหาทั้งหมด ย่อมาจากการสัมนาของนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของคนเวียดนามต่อการทำธุรกิจออนไลน์ในไทยเท่านั้น