หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เด็กเวียดมองไทย

 

เด็กเวียดมองไทย
ใครรู้บ้างว่าค่าโฆษณาเฟสบุ๊คเวียดนาม แพงกว่าเมืองไทย 2-3 เท่า ธุรกิจขายของออนไลน์ในไทย คือ "Blue Ocean" สำหรับชาวเวียดและสินค้าจีนที่ขายออนไลน์จำนวนมากในไทย ขายโดยคนเวียดนามที่นั่งสั่งการอยู่ที่เวียดนาม
ช่วงที่ผ่านมา ดิฉันพอได้มีโอกาสติดตามความเคลื่อนไหวของนักธุรกิจรุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่ง ที่รวมตัวกันขึ้นมาหลวมๆ เรียกตัวเองว่า CEO Club คุยกันตามร้านกาแฟวันเสาร์-อาทิตย์ เดือนละ 1-2 ครั้ง บางทีก็จัดสัมนาย่อยๆ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเทคนิคการทำการตลาดออนไลน์
และ CEO Club กลุ่มนี้ก็ไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจออนไลน์ขาดใหญ่ขึ้น ที่มุ่งเน้นทำธุรกิจข้ามชาติ มากกว่าขายของในเวียดนาม โดยเริ่มต้นจากไทย ไปมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซียและฟิลลิปปินส์ จากนั้นก็จะขยายไปตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ เช่น สหรัฐอเมริกา
เท่าที่ได้เคยพูดจา เจอกันตัวเป็นๆ บ้างในงานสัมนาต่างๆ คนกลุ่มนี้อยู่ในวัย 20-30 กลางๆ (ร้อยละ 90 อายุน้อยกว่าดิฉันทั้งนั้น)...หน้าตาซื่อๆ แต่งตัวธรรมดา ขี่มอเตอร์ไซด์ แบกเป้ กันตามปกติ ไม่มีอะไรผิดสังเกต นอกจาก พกโทรศัพท์มือถือ อย่างน้อย 2 เครื่อง และไปเจอกันเกือบทุกงานสัมนา ซึ่งงานสัมนาบางรอบรับเฉพาะบริษัทที่มีงบโฆษณาเฟสบุ๊คเกินเดือนละ 500,000 บาท หรือบางสัมนารับเฉพาะบริษัทที่มีรายได้เกินเดือนละ 10 ล้านบาทเท่านั้น ...และก็ยังมีผู้เข้าร่วมสัมนาเป็นร้อยคน
!!!
ในงานสัมนานอกจากการฝึกอบรมทั่วไป มักจะมี CEO หน้าละอ่อน ขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จอยู่เรื่อยๆ ที่ฟังแล้วทึ่งก็มี และที่สะอึกก็มาก โดยเฉพาะเมื่อเขาพูดกันถึงการทำธุรกิจขายออนไลน์ในไทย
ดิฉันจึงอยากสรุปความนำมาเล่าตามประสาชาวบ้าน ที่เก็บความลับไม่อยู่ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านชาวไทยบ้าง
📍แนวทางขายของออนไลน์ในไทยจากเวียดนาม
1. เข้าหุ้นหรือหาตัวแทนจดทะเบียนบริษัทในไทย
2. เช่าอาคารพาณิชย์เป็นคลังสินค้าและออฟฟิศ
3. จ้างพนักงานชาวไทยระดับเงินเดือนประมาณ 15000-20000 บาท เพื่อลดอัตราการลาออก หน้าที่หลักคือ ขายของออนไลน์ ตอบลูกค้า แพ็คของ ส่งของ ให้คำปรึกษาลูกค้า ฯลฯ
4. ส่งคนเวียดนามไปอบรมพนักงานไทย ที่ไทย
5. นำสินค้าเข้าจากจีน
6. ทำการตลาด โฆษณาต่างๆ ผ่านเฟสบุ๊ค เว็บไซต์ ยูทูป ติ๊กต๊อก ฯลฯ โดยตรงจากเวียดนาม
7. สื่อการตลาดต่างๆ เอาจากเวียดนามแล้วจ้างคนแปลหรือจ้างคนไทยทำ
8. สำหรับนักลงทุนใหม่ ช่วงเริ่มต้นยังไม่ต้องเอาสินค้าเข้าไป ทำโฆษณาไปก่อน มีออเดอร์แล้วค่อยส่งของ เพราะคนไทยรอออเดอร์ได้นาน ทำให้มีเวลา test ระบบได้ก่อนลงทุนจริง
📍การลงทุนและผลตอบแทน
- สินค้า (คุณภาพดี) สาทารถขายได้ราคาสูงกว่าที่เวียดนามประมาณ 2-3 เท่า
- สามารถทำจำนวนออเดอร์ 2000-3000 ออเดอร์ต่อวัน ได้ภายใน 1 ปี (100 ออเดอร์ต่อวันภายใน 1-2 เดือน)
- ค่าโฆษณาร้อยละ 35
- ค่าสินค้าร้อยละ 20
- ค่าดำเนินการร้อยละ 10
- ค่าขนส่งร้อยละ 10
- เบ็ดเสร็จหากทำเป็น กำไรตั้งแต่เดือนแรก
- งบลงทุนขั้นต่ำ 4-5 ล้านบาท
📍ทำไมถึงเป็นประเทศไทย
- คนไทยชอบสินค้าตามกระแส ไฮเทค
- คนไทยชอบซื้อของ
- ยอดซื้อของต่อออเดอร์คนไทยสูงกว่าเวียดนาม
- ต้นทุนการตลาดถูกกว่าเวียดนามมาก
- คนไทยชอบของดีมีคุณภาพ
- คนไทยไม่รังเกียจของจีนเหมือนเวียดนาม
- คนไทยใจดี ซื่อสัตย์ ไว้ใจได้
- อัตราการคืนของต่ำมาก (3%) เวียดนาม 30%
- คนไทยรอของได้นาน 10-15 วันยังรอ (เวียดนามรอ 3-4 วันก็ยกเลิกออเดอร์แล้ว)
- การขนส่งมีประสิทธิภาพกว่าเวียดนาม
- กฏระเบียบในประเทศไทยไม่เข้มงวด
📍คนเวียดมองพนักงานคนไทย
- ชอบทำงานบริษัท ไม่ชอบทำ self starter เหมือนเวียดนามและจีน
- หน้าตาดี ใจดี ซื่อ น่ารัก (ไม่เหมือนคนเวียด)
- ช้า ทำอะไรช้า แต่ขยัน ไม่อู้ ไม่โกง
- ขายของไม่เป็น สอนยาก แต่เมื่อเป็นแล้วไม่แหกกฎ และทำไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยเปลี่ยนงาน
- สอน 1 ได้ 1, สอน 3 ได้ 3 คิดต่อเอง 4-5-6 ไม่เป็น (คนเวียดสอน 1 ทำเกินไป 10 พอเก่งก็ออกไปทำเองกลายเป็นคู่แข่ง)
- ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเทคโนโลยีและการตลาดออนไลน์
...
...
หลังจาก 1 ปี ผ่านไป บริษัทดังกล่าวกิจการใหญ่โต มีตัวตนในประเทศไทย มีผู้ถือหุ้นอายุ 30 นิดๆ 3 คน ซื้อตึกกลางกรุงเทพทั้งหลัง และทำสัญญากับบริษัทขนส่งให้มาเปิดออฟฟิศที่ตึก มีพนักงานคนไทยหลายคน เตรียมพร้อมที่จะนำเข้าสินค้าจากเวียดนามมากขึ้นแทนที่มาจากจีน และเตรียมขยายออกไปยังประเทศอื่นๆในอาเซียน
ปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ดึงดูดนักลงทุนจากเมืองต่างๆเพิ่มขึ้นเกือบทั่วทั้งเวียดนาม เพราะเขามีเป้าหมายที่จะทำให้เวียดนามมีบริษัทแบบเขาอย่างน้อยหลายพันบริษัทที่สามารถส่งสินค้าเวียดนามออกไปขายทั่วโลกได้ เขาอยากเปลี่ยนประเทศเวียดนามที่ยากจน ด้อยพัฒนาในสายตาของไทยและหลายๆประเทศมาเป็นประเทศแนวหน้าของโลกให้ได้
ความฝันที่ยิ่งใหญ่ของคนหนุ่มสาว เริ่มต้นจากจุดเล็กๆของพ่อค้าและนักการตลาดออนไลน์ ที่เมืองฮานอย ปัจจุบันมีสำนักงานและศูนย์ปฏิบัติการที่เมืองไซ่ง่อน และมีคนเข้าร่วมขบวนการนับพัน
วันนี้คนกลุ่มนี้ อายุ 30 เป็น CEO เป็นนักการตลาด บริษัทมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 2-3 ล้านบาท อีก 10 ปีคนกลุ่มนี้คงไปค้าขายทุกประเทศในอาเซียน 10 ปีถัดไป เมื่อเขาอายุ 50 ก็คงมีหลายคนเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง ดิฉันเชื่อว่า...20 ปีข้างหน้า เวียดนามคงเป็นยุคที่วัฒนาสถาพร ได้อย่างที่พวกเขาคาดหวัง
...
...
ฟังเขาพูดแล้วก็ย้อนดูตัว
...
หนุ่มสาวชาวไทยของเรามีดีอะไร และวันนี้กำลังฮิตทำอะไรกันอยู่หนอ สิ่งที่เขามองเรานั้นจริงแท้แค่ไหน 20 ปีต่อจากนี้ บ้านเมืองเราจะเป็นอย่างไร ฯลฯ
...อาจเป็นคำถามที่พวกเราชาวไทยต้องช่วยกันตอบกระมัง
ปล. เนื้อหาทั้งหมด ย่อมาจากการสัมนาของนักธุรกิจกลุ่มหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของคนเวียดนามต่อการทำธุรกิจออนไลน์ในไทยเท่านั้น

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ประเทศที่พัฒนาแล้วได้รับอะไรบ้าง

 มีโอกาสได้มาอยู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว และอยากมาเล่าให้ฟังว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วได้รับอะไรบ้าง และว่าถ้าวันนึงประเทศไทยได้เป็นประเทศที่พัฒานาแล้ว กับเค้าบ้าง นี่คือสิ่งพื้นฐานที่คนไทยควรจะได้รับ

1. น้ำประปาที่นี่กินได้ - เวลาไปร้านอาหาร น้ำที่เสริฟคือน้ำประปา ถ้าจะกินน้ำขวดต้องซื้อ ตอนพาเพื่อนไปเที่ยวไทยแล้วบอกนางว่าน้ำประปาที่นี่กินไม่ได้ นางได้แต่คิดและก็สงสัย และเรียกได้ว่าเป็น culture shock สำหรับนางมากเพราะน้ำประปาที่ไทย "กินไม่ได้"

2. Medicare card - Medicare ที่นี่ cover การหาหมอทุกที่ ที่เป็น bulk billing medical center ไม่ต้องไปโรงพยาบาลถ้าไม่ด่วนจริงๆ อย่างการเอ็กเรย์, ตรวจเลือด, และวัดสายตา(ที่ specsavers bulk billing) ยัง cover แถมให้คอนแทคเลนฟรีมาอีก 1 คู่ อันนี้จากประสบการณ์ตรง และเราก็ไม่ต้องจ่ายเงินอะไรเลย ตอนไปรับบริการยกเว้นค่ายา

สำหรับผู้หญิงทุกๆ 5ปี เมื่อครบเวลาต้องตรวจภายใน จะมีเมลล์จาก รัฐบาลส่งมาเตือนว่า อย่าลืมไปตรวจภายใน
และเคยมีประสบการณ์นอน รพ. รัฐ ครั้งนึง คือประทับใจในความหรูหราหมาเห่า เข้าไปข้างในนึกว่ามาเดินห้าง มีความสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ ตกแต่งสวยงาม พอตรวจเสร็จพาไปที่เตียงก็มีความเริด ห้องที่เราอยู่มี 2 เตียง ตอนเราไปในห้องมีแค่เราคนเดียว อีกเตียงว่าง และจะมีผ้าม่านกั้น ทุกเตียงจะมี TV มีคนเสริฟอาหารว่าง อาหารเช้า เที่ยงเย็น นี่ถ้าไม่ปวดท้อง นึกว่านอนโรงแรม และทุกอย่างคือไม่ได้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเลยจนออกจาก รพ.
จากประสบการณ์ของเรา ไม่มีคนไปนอนบนทางเดิน ไม่มีคิวที่แออัด มีหมอและพยาบาลอย่างเพียงพอรักษาแบบมาตรฐานสากล
และคนที่รายได้ไม่ถึง $20,000 ต่อปี ก็ไม่ต้องจ่าย ค่า medicare levy

3. ถ้าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวจะได้เงินจากรัฐบาล
4. ถ้าตกงานจะทำเรื่องขอเงินจากรัฐบาลได้ ขึ้นอยู่กับภาระ ถ้าลูกเยอะ จะได้เยอะ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานช่วยหางานให้อีก
5. คนแก่ ได้เงิน Pension (หลังจากผ่าน asset test)
6. คนพิการได้เงินช่วยเหลือ

7. เมื่อมีแผนพัฒนาอะไร จะ แจกแจงงบอย่างละเอียดและเปิดเผยให้ประชาชนรับรู้ และถ้ารอบๆแถวๆบ้านจะมีการทำถนนหรืออะไรก็จะมีคนมาเคาะประตูแล้วแจกตารางเวลา ว่าเค้าจะทำถนนจากกี่โมงถึงกี่โมง เพื่อให้เราเลี่ยงรถติด

8. ประเทศนี้คนกลัวกฎหมายมาก ไม่มีคำว่าประณีประนอม ไม่มีใต้โต้ะ ไม่มีพวกมากลากไป speeding zone และกล้อง เยอะทั่วเมือง ถ้าโดนขึ้นมา อย่างน้อยก็ $177 เคยเจอหนักสุด $300+ และโดนหักคะแนนใบขับขี่ ถ้าคะแนนหมด ห้ามขับรถ และโดนขึ้นศาลเพราะถือว่าเป็นภัยต่อคนอื่น

9. รัฐบาลจะมีหน่วยงานให้ความรู้ประชาชนฟรี ล่าสุด อยู่ๆก็มีคนจากรัฐบาลมาหา และมาให้ความรู้ในเรื่อง energy saving strategy in small business หรือกลยุทการประหยัดพวกน้ำไฟ ในธุรกิจ ขนาดย่อม และก่อนหน้านี้เคยมีคนจากรัฐบาลมาหาที่ร้าน เพื่อมาเทรนให้ได้ใบ Cert 4 of cookery ถ้าไปลงคอร์สจริงๆ คงหมดไปเป็นหมื่นเหรียญ แต่อันนี้ฟรี แถมคนสอนมาหาเองทุกอาทิตย์ ย้ำ คนสอนมาหาเองทุกอาทิย์แบบไม่ต้องไปโรงเรียน

10. ระบบการสัตว์เลี้ยง ใครอยากเลี้ยงหมาแมว ต้องฝังไมโครชิฟ และต้องลงทะเบียน ถ้าเจอแมวใครหลุดมา ให้พาไปส่งที่ shelter แล้วเค้าจะสแกน พอสแกนก็จะมีเบอร์โทรเจ้าของขึ้นมา และโทรให้เค้ามารับ ถ้าไม่มีคนมารับเค้าก็จะมีที่ให้หมากับแมวอยู่อย่างมีระบบ เพื่อเอาไปขายต่อ และถ้ามาประเทศนี้ จะไม่ได้เห็นหมาข้างถนนเลย ไม่เคยเห็นใครที่นี่โพสขอรับของบริจาคเรื่องหมาแมวเลย

11. ประเทศนี้ทำถนนไม่หยุดเลย เอะอะ ทำถนน และดูเหมือนเค้าจะจริงจังกับการออกแบบถนนให้รถไม่ติดที่นี่ถ้าพูดถึงราคารถยนต์ ถ้าเทียบกับไทยแล้วโครตจะถูกกว่า เราเคยมีรถ Subaru forester ปี 2000คันนึง ซื้อมา 10,000 บาท เพราะรถราคาถูก คนส่วนใหญ่เลยมีรถกันหมด แต่รถก็ยังไม่ติด และมีคนจากรัฐบาลตัดหญ้าข้างทางตลอด ถนนหนทางเวลาขับรถเลยสะอาดสะอ้าน พนักงานเก็บขยะที่นี่เงินโครตจะดี แย่งงานกันเยอะมาก มีเพื่อนคนนึงเป็นคนเก็บขยะที่สวนสาธารณะทำงานให้รัฐบาล(council)ได้เงินอาทิตย์ละประมานเกือบ $2000 หรือ 40,000 บาทต่อ อาทิตย์ หรือ 160,000 /เดือน

12. ค่าแรงขั้นต่ำสูงมาก พนักงานทำความสะอาดหรือเด็กเสริฟอาชีพที่คนไทยดูถูกหนักหนา รายได้เค้าอาทิตย์เดียวอาจจะมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของข้าราชการบางตำแหน่งที่ไทยนะ ประสบการณ์ตรง เคยเป็นพนักงานเสริฟอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง full time รายได้ $823/week หลังหักภาษี และ medicare levyแล้ว หรือประมาณ 72,000 บาท ต่อเดือน

13. มีระบบขนส่งสาธารณะที่ทันสมัย และทั่วถึง รถเมย์ไปทั่วถึงและรถแทรมที่เหมือนรถไฟก็ไปทั่วเมือง ที่สำคัญรถเมย์มีแอร์และควันไม่ดำ รถเมย์ใหม่ๆที่นั่งสบายๆ ไม่ใช่รถเมย์ยุคโบราณอายุ100ปี

14. ทุกคนแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างเสรี โดยไม่โดนตำรวจจับ เมื่อมีการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสใดๆเกิดขึ้น จะมีการอภิปราย แบบจริงจัง หาเหตุผลแบบจริงจัง และหาข้อสรุปเพื่อให้ได้ผลที่เร็วที่สุดและดีที่สุดกับประเทศ ไม่ใช่กับคนกลุ่มหนึ่ง
เคยเห็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ไทยทาง TV แล้วรำคาญมาก อะไรจะยืดเยื้อ โบ้ยไปมา ขนาดนี้ รำคาญ!!!!

นี่คือสิ่งที่คนไทยสมควรจะได้ แต่เราโดนคนมีอำนาจกลุ่มหนึ่งปล้นเราไป เราเป็นคนนึงที่รักประเทศไทย และประเทศไทยคือบ้านสำหรับเราเสมอ มีโอกาสได้ไปมาหลายประเทศแล้วและแอบเสียดายที่ประเทศเราไปไม่ถึงจุดที่เรียกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วสักที ไม่เคยอวยเมืองฝรั่ง และไม่คิดว่าฝรั่งดีกว่าไทย แต่อยากให้คนที่ไม่มีโอกาสได้เห็น ได้รู้ ว่านี่ "คือสิ่งที่คุณควรจะได้ ถ้าเรามีผู้นำที่ไม่โง่"

ประเทศเรามีทรัพยากรณ์ที่พร้อม มีคนที่ฉลาด ถ้าเรามีผู้นำที่มีศักยภาพคงนำพาประเทศให้พัฒนาไปไกลได้สักวัน ความเสียหาย และหนี้ต่างๆที่รัฐบาลชุดนี้ได้ก่อมา เราใช้เวลาร้อยปี คงใช้ไม่หมด แทนที่จะได้เอาภาษี และรายได้ประเทศไปพัฒนาประเทศ กลับต้องเอาบางส่วนไปปลดนี้บวกบางส่วนที่โดนโกงกิน ทำให้ประชาชนชาติเราไม่ได้รับความดูแลอย่างเต็มที่ ถ้าเราไม่เริ่มตอนนี้ แล้วจะเริ่มตอนไหน

เป็นห่วงครอบครัวที่ไทยที่นับวันเริ่มบ่นว่าเศรษกิจไม่ดี ข้าวยากหมากแพง รายได้หด ล่าสุดป้าที่รู้จักกันโดนโจนทุบบ้านโดนขโมยของ เราต้องบอกพ่อแม่พี่น้องที่ไทยว่าห้ามใส่ทอง กลัวโดนปล้น (และโจร มึงไม่ต้องมาปล้นบ้านแม่กูนะ ไม่มีอะไรให้มึงปล้นคะ บอกตรงๆทุกวันนี้ปลูกผักปลูกหญ้าประทังชีวิตคะ มึงไปบ้านคนอื่นคะ)

ไม่เข้าใจว่าทำไมคนบางพวกถึงยังหลับหูหลับตาไม่ยอมรับความจริงสักที ทำไมต้องไล่นักเรียนที่มาประท้วงให้กลับไปตั้งใจเรียนในเมื่อ ณ วันนี้ เด็กจบใหม่ที่เค้าตั้งใจเรียนแทบตายยังตกงานกันเป็นแสนเป็นล้านคน
เด็กนักเรียนที่เค้าออกมา ก็เพราะเค้าอยากแน่ใจว่าวันที่เค้าเรียนจบมันจะมีที่ให้เค้ายืน เค้าแค่ใช้สิทธิของเค้า ทำไมต้องใช้ความรุนแรง

ฝากไว้ให้คิด

ปล. แก้ไขโพสนิดนึงนะคะ มีคนถามกันเยอะ

-นี่อยู่ออสเตรเลียเนอะ ไม่ใช่ประเทศในมโน อย่างที่หลายคนกล่าวหา ไม่ได้นั่งเทียนเขียน แค่ประเทศไทยไม่มีสวัสดิการแบบนี้ ไม่ได้หมายความว่าในโลกนี้มันไม่มีเนอะ

- ทุกประเทศมีข้อดีข้อเสียคะ โพสนี้คุยเรื่องสวัสดิการ ไว้วันหลังจะมาเล่าเรื่องข้อเสียให้ฟัง

- ข้อ 2 Medicare ถ้าโรคร้ายแรงมากๆ หรือเฉพาะทางก็มีค่าใช้จ่ายคะ ในส่วนของ medicare levy มีคนอธิบายไว้ในคอมเม้นนะคะ

- ข้อ3 - 5 นี่คือสวัสดิการที่ได้จริงคะ แต่อาจมีเงื่อนไขและพิจารณาเป็นเคสๆไป

-เรื่องภาษีนี่ มีคนโพสในคอมเม้นละเนอะ หาอ่านดู ตอบจนเหนื่อยอะ ลองดูในคอมเม้นนะค่ะ

-จบโทที่ออสเนอะ และก็ไม่ได้มีผัวฝรั่งเลี้ยงนะคะ มีผัวคนไทยคะ

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563

วิศรุกร บำรุง, 66807109597 (ส้ั่งสินค้าแล้วไม่รับ)

 หมายเลขคำสั่งซื้อ

200925NGJVQER6
ที่อยู่ในการจัดส่ง
วิศรุกร บำรุง, 66807109597
387 ม.6 ต.ห้วยปริก อ.ฉวาง จ.นึรศรีฯ อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80260
ข้อมูลการขนส่ง
Best Express    # 66858115383699
[กำแพงเพชร]ผู้ขายได้รับพัสดุคืนเรียบร้อยแล้ว / Undelivered shipment returned to seller
04-10-2020 12:44
[กำแพงเพชร]Best Express กำลังออกส่งยังผู้ขาย / Return out for delivery
04-10-2020 12:43
[กำแพงเพชร]พัสดุกำลังถูกส่งคืนไปยังผู้ขาย / On the way back to seller
03-10-2020 05:47
[PHS HUB]พัสดุออกจากศูนย์คัดแยกสินค้า / Left from Best Express sorting center
02-10-2020 18:17
[PHS HUB]พัสดุกำลังถูกส่งคืนไปยังศูนย์คัดแยกสินค้า / Return arrived at Best Express sorting center
02-10-2020 18:14
[URT HUB]พัสดุออกจากศูนย์คัดแยกสินค้า / Left from Best Express sorting center
01-10-2020 22:31
[URT HUB]พัสดุกำลังถูกส่งคืนไปยังศูนย์คัดแยกสินค้า / Return arrived at Best Express sorting center
01-10-2020 18:59
[นครศรธรรมราช3]พัสดุจัดส่งครั้งที่สองไม่สำเร็จเนื่องจาก พัสดุตีกลับต้นทาง / 2nd delivery unsuccessful due to Return to origin
01-10-2020 10:06
[นครศรธรรมราช3]Best Express กำลังออกส่งพัสดุยังปลายทางใหม่อีกครั้ง / Out for redelivery
01-10-2020 10:05
[นครศรธรรมราช3]พัสดุจัดส่งครั้งแรกไม่สำเร็จเนื่องจาก ปฏิเสธรับพัสดุ / 1st delivery unsuccessful due to Refuse delivery
30-09-2020 10:37
[นครศรธรรมราช3]Best Express กำลังออกส่งพัสดุยังปลายทาง / Out for delivery
29-09-2020 18:08
[นครศรธรรมราช3]พัสดุถึงสาขาปลายทาง / Arrived at destination station
28-09-2020 12:53
[URT HUB]พัสดุออกจากศูนย์คัดแยกสินค้า / Left from Best Express sorting center
27-09-2020 21:00
[URT HUB]พัสดุถึงศูนย์คัดแยกสินค้า / Arrived at Best Express sorting center
27-09-2020 20:35
[PHS HUB]พัสดุออกจากศูนย์คัดแยกสินค้า / Left from Best Express sorting center
26-09-2020 23:10
[PHS HUB]พัสดุถึงศูนย์คัดแยกสินค้า / Arrived at Best Express sorting center
26-09-2020 20:17
[กำแพงเพชร]Best Express เข้ารับพัสดุแล้ว / Shipment picked up
26-09-2020 17:38

วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2563

พนักงานสอบสวนต้องออกหลักฐานการรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ มอบให้แก่ผู้แจ้งทุกครั้ง

 อานนท์ เชื้อสัตตบงกช

13 ชม.  · 

#คำสั่งที่ถูกลืม!! มิน่าไปแจ้งความทีไรแล้วเรื่องเงียบบหายยตลอดด!!

#บ่อยครั้งที่ชาวบ้านต้องเจอกับปัญหา เมื่อเจอเหตุร้ายแล้วต้องเข้าไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายที่สถานีตำรวจ แต่กลับถูกร้อยเวรปฎิเสธการรับแจ้งบ้าง รับแจ้งแล้วไม่ยอมให้คัดถ่ายบันทึกการแจ้งความบ้าง ทั้งที่ตัวเองเป็นผู้แจ้งเอง แถมหลังแจ้งแล้วเรื่องเงียบ พอกลับไปสอบถามก็ดันถามหาหลักฐานการแจ้ง แล้วใครมันจะมีละครับเจ้านาย!!

#ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้เคยมีคำสั่งของท่านพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส สมัยดำรงค์ตำแหน่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เคยออกคำสั่งกำชับให้พนักงานสอบสวนทุกนายต้องปฎิบัติตามประมวลระเบียบตำรวจเกี่ยวกับคดี ลักษณะ 11 การรายงานคดีบทที่ 3 คำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ ข้อ15 อย่างเคร่งครัด โดยให้พนักงานสอบสวนต้องออกหลักฐานการรับคำร้องทุกข์หรือกล่าวโทษ มอบให้แก่ผู้แจ้งทุกครั้ง เพื่อสามารถติดตามความคืบหน้าในคดีได้ และต้องแจ้งผลคืบหน้าคดีตามแบบที่กำหนด โดยครั้งแรกต้องแจ้งภายใน 30 วัน ครั้งที่สองต้องแจ้งภายใน 60 วัน และครั้งที่สามเมื่อสรุปสำนวนเสร็จ แต่ทุกวันนี้คำสั่งนี้กลับถูกลืม หรือแกล้งลืมก็ไม่ทราบ เพราะร้อยเวรที่รับแจ้งจะพยายามไม่ยอมออกหลักฐานใดๆให้เกือบทุกกรณี โดยอ้างเหตุผลต่างๆนาๆ แถมพอกลับไปสอบถามผลคดี ก็ทำเฉไฉไม่ทราบเรื่อง ใครเจอเหตุลักษณะแบบนี้ต่อไปแนะนำให้แสดงคำสั่งนี้ ให้พนักงานสอบสวนท่านนั้นทราบ เพื่อขอคัดถ่าย และขอทราบผลคดี หากยังเฉไฉไม่ยอมดำเนินการ ให้ยืนยันดำเนินคดีเอาผิดกับพนักงานสอบสวนท่านนั้นได้เช่นกัน ฝากรบกวนช่วยแชร์ไปให้พนักงานสอบสวนอ่านกันด้วย อยากรู้ทีนี้ท่านจะอ้างอะไรอีกครับ.เจ้านาย!!

ขอขอบคุณ นท.โสภณ สำเภาเทศ 

ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลครับ//







วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2563

เพลงอยากมีผัว

เพลง อยากมีผัวเด่(5000)
กินข้าวก็ยังสะอึก เออะ
ล้างจานก็ยังสะอึก เออะ
กูขี้ก็ยังสะอึก เออะ
นี่กูเป็นหยังละวะ เออะๆๆๆ
ตอนนอนก็ยังสะอึก เออะ
สะดุ้งจนมุงสะเทือน เออะ
อาการอยากกอดเสาเรือน เออะ
กุอยากรูดดดดดดดดดดดดด เออะๆๆๆ
(ฮุก)มันทนไม่ไหวแล้ว ต้องหาคนรักษา
มันหวาดผวา ตอนกลางคืนดึกๆ
คันยุก คันยิ๊ก มันคัน ขะยึก ขะยึก
ใจมันคึก คึก มันอยากออกศึกสงคราม
(สโลว์)ประกาศให้โลกรู้..ว่ากูอยากอมีผัวววววว
บอกให้รู็กันทั่ว กุมีผัววววว อยากมีผัวววววววว
.
แร็ป
ประกาศให้โลกมันรู้ ละว่ากูนี่อยากมีผัว
กลางคืนกูอยากจะรัว ตับๆๆๆ ๆๆๆๆ
ปืนใหญ่ ปืนคอ ปืนครก ละให้มึงยก ยิงรัวมาใส่
เป้าบินอย่างกุร่อนไว กูจะร่อนใส่ ปืนใหญ่ ปืนครก 5555

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ข้ามรั้วเข้ามาตัดต้นไม้ กิ่งไม้ ในที่ดินของผู้เสียหาย

ทนายเกิดผล แก้วเกิด
25 สิงหาคม เวลา 10:31 น.  · 
เพื่อนบ้าน  จ้างแรงงานต่างด้าว 3 คน ข้ามรั้วเข้ามาตัดต้นไม้  กิ่งไม้ ในที่ดินของผู้เสียหาย
ตัดเสร็จไปแจ้งความด้วยว่า ผู้เสียหายปล่อยให้กิ่งไม้รุกล้ำเข้าไป 
ผู้เสียหายไปแจ้งความ ตำรวจ ทำตัวเป็นทนายความ อ้างกฎหมายแพ่งพาณิชย์แบบมั่วๆ ว่าต้นไม้ติดกำแพง เจ้าของที่ดินข้างเคียงมีสิทธิตัดได้ 
อ้างว่า กฎหมายใหม่ ให้ปลูกต้นไม้ห่างจากรั้ว 2 เมตร 
กฎหมายฉบับไหน มาตรา ไหน  ⁉
เดือดร้อนถึงทนาย...
ผมคงต้องกางตัวบทกฎหมายให้ตำรวจดูจริงๆใช่ใหม ?
ป.พ.พ. มาตรา 1347ได้บัญญัตืไว้ว่า “เจ้าของที่ดินอาจตัดรากไม้ซึ่งรุกเข้ามาจากที่ดินติดต่อและเอาไว้เสีย #ถ้ากิ่งไม้ยื่นล้ำเข้ามา_เมื่อเจ้าของที่ดินได้บอกผู้ครอบครองที่ดินติดต่อให้ตัดภายในเวลาอันสมควรแล้ว แต่ผู้นั้นไม่ตัด  ท่านว่าเจ้าของที่ดิน ตัดเอาเสียได้”
แต่ถ้าตัดโดยไม่บอกกล่าว ก็ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
กำลังเดินทางไปหาตำรวจ 
และพาผู้เสียหายไปแจ้งความข้อหา ร่วมกันบุกรุก และ ทำให้เสียทรัพย์ เผลอๆ อาจลามไปถึง 157

แนวทางการพัฒนาคน ใด้เป็นคน

มุมคิด
25 สิงหาคม 2018  · 
เอสโตเนียพึ่งจะได้รับอิสรภาพเมื่อปี 1991 หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งในเวลานั้น ประชาชนกว่าครึ่งของเอสโตเนียยังไม่มีโทรศัพท์บ้านด้วยซ้ำ
แต่เพียงแค่ 20 ปีต่อมา เอสโตเนียกลายเป็นกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว และยังเป็นประเทศที่เจริญที่สุดในแง่นวัตกรรมและเทคโนโลยี (เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรแค่ 1.3 ล้านคน)
Skype หรือ Kazaa (P2P อันแรกๆของโลก) ก็ถูกพัฒนาขึ้นที่นี่ อีกทั้งยังเป็นประเทศแรกของโลกที่มีระบบบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์ (e-id card) พร้อมกันเชื่อมต่อระบบทั้งหมดไว้ด้วยกัน
ประชาชนจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จะทำธุรกรรมโอนเงิน จะบินเข้าออกประเทศ จะซื้อบ้าน ซื้อรถ จะจ่ายภาษี จะเปิดบริษัท จะทำอะไรก็ได้ ทั้งหมดจะทำบนธุรกรรมออนไลน์
3 ปีที่แล้วผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเอสโตเนีย วันนั้นผมตื่นเต้นมากที่ระบบ เช็คอินของโรงแรมที่ผมพัก "ไม่มีพนักงานต้อนรับ" เขาตั้งตู้ Kiosk ไว้เครื่องเดียวให้ผมกรอกเอกสารการจองแล้วบัตรคีย์การ์ดก็หล่นลงมาพร้อมส่งรายละเอียดการเข้าพักให้ในอีเมล์
แต่เพราะอะไรล่ะที่ทำให้ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยต้องอยู่ภายใต้โซเวียต ประชาชนไม่มีกิน กลายเป็นประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีภายในระยะเวลาอันสั้น
1. #ปฏิรูปประเทศด้วยคนรุ่นใหม่อายุน้อย
ในปี 1992 หลังจากที่เอสโตเนียได้รับเอกราช Matt Laar ก็ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีพร้อมกับชุดรัฐมนตรีที่เด็กที่สุดในประวัติศาสตร์ (อายุเฉลี่ยรวม 35 ปี) ได้ปฏิรูประบบประเทศอย่างรวดเร็วโดยเน้นการพัฒนาประเทศโดย"เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง" เขาเริ่มจากแปรรูปรัฐวิสาหกิจ อะไรที่ชักช้าเอามาทำให้ไวขึ้น การเปลี่ยนกฎหมายให้เปิดบริษัทใหม่ง่ายขึ้น รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งอันแรกที่สร้างคืออินเตอร์เน็ต
2. #ความรู้ต้องเข้าถึงทุกคน
ต่อมาเขาบังคับให้ทุกโรงเรียนต้องมีคอมพิวเตอร์สำหรับนักเรียนตั้งแต่ระดับประถม และในปี 1998 ทุกโรงเรียนในเอสโตเนียมี Internet ใช้ฟรีอีกทั้งระบบยังเชื่อมโรงเรียนเข้าด้วยกัน ทำให้โรงเรียนสามารถแชร์ความรู้กันได้
ในปี 2000 รัฐบาลประกาศว่า ประชาชนทุกคนต้องเข้าถึง Internet ฟรี ทำให้ตอนนี้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถหา free-wifi ได้ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องไปร้านกาแฟเพื่อต่อ wifi เลย
3. #มองไปข้างหน้าเน้นไปที่การสร้างนวัตกรรม
ในปีเดียวกันนั้นเอง รัฐบาลยังยกเลิกระบบกระดาษก็อปปี้ กระดาษคาร์บอน รวมถึงการใช้ตราประทับ และการเซ็นสำเนาถูกต้อง โดยให้ทุกคนใช้การยืนยันผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด
และยังเป็นปีที่ประชาชน Estonia ขาย "Skype" Start Up ตัวแรกของพวกเขาได้เงินมา 2.6 พันล้านเหรียญ โดยเงินจำนวนนี้ ก็ถูกนำมาลงทุนใน Start Up ตัวใหม่ๆต่อ
4. #ยังไม่หยุดแค่นั้น
ในปี 2008 เอสโตเนียกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว พร้อมกับเปิดให้ประชาชนทุกคนเรียนฟรี และรักษาสุขภาพฟรี
ในปี 2015 เอสโตเนียได้คะแนน PISA Score ลำดับที่ 3 ของโลกตามหลังเพียงสิงคโปร์ และญี่ปุ่น (ไทยละดับที่ 56 จาก 70)
ในปี 2016 กว่า 30%ของประชาชนทั้งหมดทำงานในด้านเทคโนโลยี และมีบริษัท start up เกิดใหม่ถึงปีละ 14,000 บริษัท
วันนี้เอสโตเนียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านนวัตกรรม สิทธิเสรีภาพของมนุษย์ และด้านการเติบโตของเศรษฐกิจสูงลำดับต้นๆของโลก .... ทั้งๆที่เขาพึ่งจะเป็นประเทศได้เพียง 20 กว่าปีเท่านั้น
.... #แล้วไทยล่ะ เราเป็นเสือตัวที่ 5 มากี่ปีแล้ว ? เราเอาแนวทางอะไรของเอสโตเนียมาปรับใช้ได้บ้างเพื่อพัฒนาประเทศ อาจจะไม่ใช่ให้รัฐบาลคิดคนเดียว พวกเราเองก็ต้องช่วยกันคิดด้วยครับ #มุมคิด